bookmark_border3 โรคตายอดฮิตในช่วงสงกรานต์ทุกปี

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นอกจากการเฉลิมฉลองประเพณีไทยอย่างเพลิดเพลินแล้ว สิ่งที่ต้องระวังและดูแลรักษาให้ดีคือดวงตา เพราะน้ำที่มาสาดใส่กันนั้น หากไม่สะอาด มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคอย่างแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา รวมทั้งสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ อาจทำให้เกิดความผิดปกติกับดวงตาได้

3 โรคตายอดฮิตในช่วงสงกรานต์ทุกปีได้แก่

ตาแดง (เยื่อบุตาอักเสบ) เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ที่พบบ่อยที่สุดคือจากเชื้อไวรัส ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุตา อาการที่พบคือ บวมแดงตรงตาขาว คัน น้ำตาไหล ขี้ตาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นสีขาวหรือสีเขียว สามารถเป็นได้ข้างเดียวหรือสองข้าง เพราะฉะนั้นควรล้างมือให้สะอาดก่อนล้างตา แล้วลองสังเกตอาการ 1-2 วัน ถ้าไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันที

แผลกระจกตา เกิดจากเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ในที่นี้จะเน้นที่เชื้อแบคทีเรียเป็นสำคัญ เพราะเป็นการติดเชื้อหลังได้รับอุบัติเหตุทางตาจนทำให้มีบาดแผลที่กระจกตา เช่น ฝุ่นละออง สารเคมีเข้าตา รวมถึงการขยี้ตาแรงๆ ที่สำคัญคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ถ้าไม่ดูแลรักษาความสะอาดให้ดีก็อาจเกิดแผลที่กระจกตาได้ อาการที่พบ ได้แก่ ตาแดง ปวดตา เคืองตา ตามัว น้ำตาไหล ตาไม่สู้แสง เห็นลักษณะขุ่นขาวในกระจกตาดำ หากเป็นแล้วถ้าแผลเล็กและตื้นอาจหายภายใน 1 สัปดาห์ แต่ถ้าแผลลึกมากอาจทำให้การมองเห็นลดลง ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะฉะนั้นระวังฝุ่นละอองหรือสารเคมีที่ปนเปื้อนในน้ำเข้าตา

ตากุ้งยิง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการอุดตันของต่อมบริเวณเปลือกตาแล้วเกิดการติดเชื้อ มักมีสาเหตุจากการขยี้ตาบ่อยๆ ทำให้เปลือกตาไม่สะอาด รวมถึงการใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ทั้งที่มือไม่สะอาด อาการที่พบคือ มีตุ่มบวมแดงหรือเป็นหนองที่เปลือกตาไม่ว่าจะบนหรือล่าง บวม แดง อาจมีหนองไหลออกมา ขี้ตาเป็นสีเขียว หากเกิดความผิดปกติควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อดูว่าจำเป็นต้องเจาะกุ้งยิงหรือไม่ ที่สำคัญควรระวังไม่เอามือไปสัมผัสเปลือกตา ห้ามขยี้ตาบ่อยๆ

ดูแลดวงตารับสงกรานต์
หากสงกรานต์นี้ต้องเล่นน้ำหรือมีโอกาสโดนน้ำ วิธีดังต่อไปนี้จะช่วยให้ห่างไกลโรคตา

  • ไม่ใส่คอนแทคเลนส์เล่นน้ำ
  • ถ้ามีปัญหาสายตาสวมแว่นแทนคอนแทคเลนส์
  • หากน้ำไม่สะอาดหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที
  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหากต้องสัมผัสบริเวณดวงตา
  • หลังเล่นน้ำสังเกตดวงตาว่าเกิดความผิดปกติหรือไม่ ถ้ามีพบแพทย์ทันที

bookmark_borderแคลเซียมกับร่างกาย

1) ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์แคลเซียมเองได้ สามารถหาแคลเซียมได้จาก 2 แหล่ง ได้แก่

อาหาร นม, กุ้งแห้ง, กะปิ, ปลาเล็กปลาน้อย, ปลาสลิด, หอยนางรม, ผักใบเขียวที่มีลักษณะแข็ง (คะน้า, ใบยอ, ใบชะพลู), งาดำ

ข้อเสีย

บางคนแพ้นม (ท้องอืด, ท้องเสีย), กินหอยนางรม+ปลาทอด เสี่ยงต่อไขมันในเลือดสูง

อาหารเสริม มี 3 ตระกูล ดูจาก ‘นามสกุล’ ได้แก่

  • Calcium ‘Carbonate’ ดูดซึมได้ 10% ท้องอืด, ท้องผูก
  • Calcium ‘Citrate’ ดูดซึมได้ 50% ต้องกินพร้อมอาหาร (ทำงานได้ต่อเมื่อมีกรดในกระเพาะเท่านั้น)
  • Calcium ‘L theonate’ ดูดซึมได้ 90% กินตอนท้องว่างได้

2) ปริมาณแคลเซียมที่ร่างการควรได้รับในแต่ละช่วงอายุ

อายุ < 40 ปี 800 mg / วัน = นม 3 – 4 แก้ว วัยทอง (~50 ปี) 1000 mg / วัน = นม 4 – 5 แก้ว ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์, อายุ > 60ปี 1200 mg / วัน = นม 6 – 7 แก้ว
ผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนมากถึง 30 – 40% ส่วนผู้ชาย 10%
10 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน กระดูกจะบางลงเร็วมาก เกิดจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิง หรือ Estrogen การเสริม Calcium จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุน

ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ร่างกายขาดแคลเซียม

  • กินแคลเซียมไม่พอ
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • ดื่มกาแฟเกินขนาด
  • ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • ขาดฮอร์โมน Estrogen ก่อนวัยหมดประจำเดือน เช่น ต้องผ่าตัดรังไข่ 2 ข้างออก
  • มีโครงร่างเล็ก
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน
  • เคยกระดูกหักมาก่อน

3) ปัญหาของคนที่ซื้อแคลเซียมทานเอง

กินแคลเซียมชนิดที่ดูดซึมไม่ดี ทำให้มีอาการท้องอืด ท้องผูก
กินมากเกินความจำเป็น ทำให้เกิดการสะสมของหินปูนในเต้านม ไต หลอดเลือด

4) การดูดซึมขึ้นอยู่กับชนิดของแคลเซียมที่เลือกรับประทาน

**ต้องเสริมวิตามินดีควบคู่ไปด้วย เพราะวิตามินดีเป็นเหมือนคู่หูของแคลเซียม ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น

**ไม่ควรกินแคลเซียมคู่กับ

  • ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม (Tetracycline, Quinolone)
  • ยาลดความดันบางกลุ่ม (Thiazide Diuretics, Calcium Channel Blockereg Nifedipine, Diltiazem, Verpamil)
  • แคลเซียมจะเข้าไปยับยั้งการออกฤทธิ์ของยากลุ่มนี้
  • ไม่ควรรับประทานแคลเซียมเกิน 1500 mg / วัน
  • ปรึกษาคุณหมอประจำตัวก่อนเลือกรับประทาน

5) ถ้ากินในปริมาณที่มากเกินไป จนเกิดการสะสม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต หินปูนในเต้านม มะเร็งเต้านม หินปูนในหลอดเลือด และหลอดเลือดตีบตัน

6) ควรเลือกแบบที่ดูดซึมง่าย ผลข้างเคียงน้อย และต้องกินควบคู่กับวิตามินดี

bookmark_borderโปรไบโอติกประโยชน์ดีๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

ประโยชน์ของโปรไบโอติก
อย่างที่บอกว่าประโยชน์ของโปรไบโอติกนั้นมีดีต่อสุขภาพร่างกายมากมาย ดังนั้น เราไปดูกันดีกว่าว่าโปรไบโอติกมีดีในด้านใดบ้าง

1.ช่วยป้องกันโรคลำไส้อักเสบ
หน้าที่สำคัญของโปรไบโอติก ก็คือ การเข้าไปยึดเกาะเนื้อเยื่อบนผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้ไม่เกิดช่องว่างให้เชื้อโรคต่างๆ เข้ามาสร้างความเสียหาย

ดังนั้น หากคุณพบว่าตัวเองกำลังเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ การกินอาหารที่มีส่วนประกอบของโปรไบโอส์เข้าไป ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในเจ็บป่วยลงได้แน่นอน

2.ช่วยป้องกันร่างกายจากจุลินทรีย์ชนิดไม่ดี
ร่างกายของคนเรามีทั้งจุลินทรีย์ทั้งชนิดที่ดีและไม่ดี ซึ่งจุลิทรีย์ชนิดไม่ดีนั้น อาจจะเป็นต้นเหตุในการก่อโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใน

การกินอาหารที่มีโปรไบโอติกเข้าไป จะทำให้จุลินทรีย์ชนิดไม่ดีดังกล่าวถูกแย่งอาหาร ขาดการเจริญเติบโต และตายไปในที่สุด

3.ช่วยทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารที่สำคัญ
โปรไบโอติก ยังทำหน้าที่ในการผลิตเอนไซม์สำคัญที่ช่วยย่อยอาหาร และยังเป็นตัวช่วยย่อยให้โปรตีนมีขนาดเล็กลงด้วย

ซึ่งจะทำให้การดูดซึมอาหารในร่างกายเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ อันเนื่องมาจากขนาดที่เล็กลงของโปรตีนและไขมัน

4.ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก
โปรไบโอติกจะคอยทำหน้าที่ผลิตกรดอินทรีย์ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ให้สมบูรณ์ และยังคอยเติมความชุ่มชื้นให้กับอุจจาระ ทำให้ไม่จับตัวเป็นก้อน และสามารถขับถ่ายออกมาได้อย่างสะดวก

ดังนั้น การกินอาหารที่มีโปรไบโอติก ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่ายหรือท้องผูก

5.ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล
โปรไบโอติก จะทำหน้าที่เข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของคอเลสเตอรอลในส่วนบริเวณลำไส้ ด้วยการย่อยให้คอเลสเตอรอลมีขนาดเล็กลง พร้อมขับออกมาทางอุจจาระ ทำให้ไม่เกิดการสะสมตัวของคอเลสเตอรอลในเลือด

6.ป้องกันโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารของทารก
นอกจากผู้ใหญ่แล้ว เด็กทารกที่ได้รับโปรไบโอติกในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ย่อมได้ประโยชน์เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเด็กทารกที่เพิ่งคลอดใหม่ๆ ที่มีภูมิต้านทานต่ำบริเวณลำไส้และกระเพาะอาหาร

ดังนั้น การได้รับสารอาหารจากนมแม่ที่มีโปรไบโอติกส์ ก็จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานดังกล่าวบริเวณทางเดินอาหารของทารกให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้นด้วย

7.ช่วยลดการอักเสบของผิวหนังได้
นอกจากจะดีต่อระบบอวัยวะภายในร่างกายแล้ว โปรไบโอติก ก็ยังส่งผลลัพธ์ที่ดีต่ออวัยวะภายนอกโดยเฉพาะผิวหนังที่มีปัญหาเกี่ยวกับการอักเสบต่างๆ

โดยโปรไบโอติกส์จะช่วยทำหน้าที่ลดการอักเสบ สมานรอยแผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

8.เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง
โปรไบโอติกที่เกาะยึดอยู่บริเวณผนังลำไส้ จะคอยกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใต้ชั้นผิวของผนังลำไส้อีกที ทำให้ต่อมน้ำเหลืองสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในการเติมความสมดุลของภูมิคุ้มกันต่างๆ ของร่างกาย

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่มีเชื้อโรคเข้ามายังระบบภูมิคุ้มกัน โปรไบโอติกก็จะส่งสัญญาณไปที่ต่อมน้ำเหลือง เพื่อกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวทำลายเชื้อโรคดังกล่าว

9.ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งทางเดินอาหาร
โปรไบโอติกจะคอยทำหน้าที่ป้องกันการอักเสบหรือการติดเชื้อต่างๆ ของเซลล์ภายในร่างกาย โดยเฉพาะในส่วนของลำไส้และทางเดินอาหารต่างๆ ที่มีจุลินทรีย์ชนิดดีคอยดักจับ ดูแลอยู่

โดยจะเสริมสร้างให้การทำงานเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และยังสามารถป้องกันอวัยวะต่างๆ จากจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคชนิดไม่ดี ส่งผลให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ดี และช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหารได้

10.ช่วยส่งผลให้สุขภาพจิตดีขึ้น
ผลงานวิจัยที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับผู้ที่มีอารมณ์แปรปรวนได้รายงานว่า ผู้ที่รับกินอาหารที่มีโปรไบโอติกทุกคืนติดต่อกันในช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือน จะมีสุขภาพจิตและอารมณ์ที่สดใสมากขึ้น

โดยพบว่ามากกว่ากลุ่มผู้ทดลองที่ไม่ได้รับโปรไบโอติกส์ ดังนั้น จึงถือได้ว่าจุลินทรีย์ชนิดดีที่ว่านี้ นอกจากจะทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานอย่างเป็นปกติได้แล้ว ก็ยังช่วยทำให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้น ช่วยให้ห่างไกลจากโรคซึมเศร้า ความเครียดและความวิตกกังวลต่างๆ ได้อีกด้วย

จะเห็นได้ชัดว่าคุณประโยชน์รอบด้านของโปรไบโอติก เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างแท้จริง เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยเยียวยาคุณจากปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับลำไส้ได้แต่เพียงเท่านั้น

แต่ยังส่งผลให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นได้อีกด้วย เห็นแบบนี้แล้ว สายกินทั้งหลายควรหันมาใส่ใจในการเพิ่มโปรไบโอติกให้กับร่างกายอีกซะหน่อย รับรองคุณจะห่างไกลจากอาการเจ็บป่วยมากขึ้นแน่นอน

bookmark_borderบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ด้วยเทคนิคดีๆ

               จริงอยู่ที่การออกกำลังกายทำให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงหัวใจด้ดีขึ้น แต่เรื่องอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็สำคัญเพราะต่อให้คุณออกกำลังกายแค่ไหน แต่ยังใช้ชีวิตแบบผิดๆ หัวใจก็พังได้ นี่เป็นวิธีที่จะช่วยทำให้คุณมีหัวใจที่แข็งแรง ห่างไกลโรคหัวใจได้ไม่ยาก!

ลดปริมาณไขมัน…กินแต่พอดี
เพราะไขมันอิ่มตัวมีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด จึงควรลดปริมาณผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เค้ก คุกกี้ ขนมอบ และเบอร์เกอร์ที่ใช้ไขมันในปริมาณมาก และควรเปลี่ยนมาใช้ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก ถั่ว อโวคาโด น้ำมันปลา เช่น ปลาแซลมอนและปลาซาร์ดีน ฯลฯ ก็จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้

อย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเครียด
บอกลาความเครียดหาเวลาพักผ่อนเพื่อผ่อนคลายความเครียดบ้าง เพราะความเครียดไม่ได้ส่งผลต่อหัวใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพอื่นๆ ในร่างกายอีกด้วย ปลดปล่อยความเครียดด้วยการหากิจกรรมทำ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง เลี้ยงสัตว์ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้

เลิกบุหรี่…เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม
การเลิกบุหรี่เป็นหนึ่งในวิธีที่สำคัญที่สุดในการทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น เพราะการเลิกบุหรี่จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ โดยเฉพาะถ้าคุณเคยมีอาการหัวใจวายเฉียบพลัน การเลิกบุหรี่ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดซ้ำได้อีกด้วย

กินอาหารดี…มีประโยชน์
อย่างที่เรามักได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ไงล่ะว่า You are what you eat ได้เวลาบอกลาฟาสต์ฟู้ด หันมากินผักและผลไม้ให้มากขึ้น ลดอาหารที่มีน้ำตาล เพราะน้ำตาลที่ลดลงจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้เช่นกัน

บอกลาโซเดียม…ลดผลเสียต่อหัวใจ
เพราะโซเดียมส่งผลให้ร่ากายมีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง ซึ่งนั่นก็อาจจะส่งผลเสียต่อหัวใจของคุณได้ อย่าลืมนะว่าในแต่ละวันร่างกายควรได้รับโซเดียมในปริมาณไม่เกิน 6 กรัม/วัน

ออกกำลังกาย…ให้เลือดสูบฉีด
การออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที จะช่วยให้หัวใจทำงานดีขึ้น เพราะการออกกำลังกายทำให้เลือดสูบฉีดช่วยเพิ่มการทำงานของหัวใจ และยังช่วยลดระดับความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลในเลือดได้ด้วย