bookmark_borderหากต้องการลดน้ำหนักการลดอาหารเช้าดีจริงหรือไม่

          สำหรับสาวๆที่กำลังต้องการหาสูตรลดความอ้วนนั้นปกติแล้วก็จะหาสูตรตามที่เพื่อนบอกหรือว่าดูจากทางอินเทอร์เน็ตก็ส่วนใหญ่ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าปกติและอาหารเช้านั้นมีประโยชน์ควรจะกินอาหารเช้าให้อิ่มๆเพื่อที่ได้มื้อต่อไปเราจะได้ลดปริมาณการกินที่ลดลงอาหารเช้าที่เรากินเข้าไปนั้นจะช่วยให้ระบบการทำงานในช่วงสายจนถึงเย็นของเราทำงานได้มีประสิทธิภาพในขณะที่อาหารเย็นนั้น

ควรจะลดปริมาณลงกินให้เหลือเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้นแต่อย่างไรก็ตามกับมีสูตรต่างๆมากมายที่มีแชร์กันอยู่ในโลกของอินเตอร์เน็ตกำหนดให้การกินอาหารเช้านั้นกินเพียงน้อยนิดก็พอ มีสูตรหลายสูตรมากในการที่จะให้ลดอาหารเช้าอย่างเช่นสูตรการลดน้ำหนักของ I F ที่มีการระบุให้กินอาหารแค่เพียง 1 มื้อเท่านั้นโดยให้งดอาหารตั้งแต่ 8:00 นเป็นต้นไปหลังจากนั้นก็ไม่ต้องกินอาหารอีกเลยรวมถึงการงดกินอาหารเช้าด้วยเช่นกันแล้วมากินอีกทีเป็นอาหารเที่ยงซึ่งการกินวันละ 1 มื้อแบบของ AIS นั้น

หลายคนได้รับผลในการลดน้ำหนักอย่างดีเยี่ยมซึ่งทุกคนมองว่าหากเราสามารถควบคุมการกินของตนเองให้กินวันละ 1 มื้อได้ในช่วงแรกๆอาจจะส่งผลทำให้ร่างกายรู้สึกหิวโหยแต่เมื่อนานๆไปเกิน 1 อาทิตย์จะทำให้ร่างกายเริ่มรู้สึกชินกับการไม่ต้องกินอาหารเช้าและหลังจากนั้นก็จะสามารถทำให้น้ำหนักลดลงได้ซึ่งที่จริงแล้ววิธีการทำเช่นนี้

ทำให้น้ำหนักลดลงจริงๆเช่นเดียวกันแต่ว่า การที่เราลดอาหารเช้านั้นเราก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอื่นๆตามมาเช่นระบบหัวใจทำงานล้มเหลวหรืออาจจะเป็นโรคเบาหวานได้และยังส่งผลในเรื่องของระบบเผาผลาญภายในร่างกายดังนั้นการที่เราจะใช้วิธีลดน้ำหนักแบบไอเอฟก็ไม่ใช่วิธีการที่จะถูกต้องเสียทีเดียวหากเราต้องการใช้วิธีการนี้ควรจะใช้การกินอาหารเช้าและอดยาวไปจนถึงช่วงกลางคืนต่อเนื่องมากินเช้าอีกวันหนึ่งแบบนี้น่าจะได้ประโยชน์จากการลดน้ำหนักได้มากกว่าเพราะแน่นอนว่าอย่างที่เราบอกกันไปแล้วว่าอาหารกลางวันและอาหารเย็นนั้นเราสามารถลดปริมาณการกินลงได้

ซึ่งการลดน้ำหนักแบบไอเอฟนั้นไม่ได้มีการระบุไว้ว่าเราไม่สามารถทานอะไรได้เลยเราอาจจะมีการทานได้เล็กน้อยที่เป็นอาหารที่ให้พลังงานแคลอรี่ต่ำและกินแค่เพียงน้อยเพื่อให้กระเพาะได้รับอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงนิดหน่อยก็พอ ซึ่งสูตรการกินอาหารแค่มื้อเดียวแต่เป็นการรับประทานอาหารเช้านั้นเชื่อว่าคุณยังจะได้รับประโยชน์จากอาหารเช้าได้มากกว่าการงดอาหารเช้าแล้วไปกินอาหารเที่ยงแน่นอนเพราะเมื่อคุณได้กินอาหารเช้าเข้าไปมันจะเป็นการเติมพลังให้กับร่างกายของคุณซึ่งสารอาหารจะไปช่วยทำให้ร่างกายของคุณกระปรี้กระเปร่าและคุณจะมีจิตใจที่สดใสร่าเริงตามมาอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  รวมเว็บหวยออนไลน์

bookmark_borderทำยังไงดีถ้าเราตดเยอะตดบ่อย

           หากพูดถึงเรื่องของการตดเชื่อว่าทุกคนต่างก็เคยตดด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งบางคนอาจจะตดเมื่ออยู่คนเดียวหรือบางคนอาจจะมีการตดพร่ำเพรื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นก็ไม่สามารถระงับได้จำเป็นต้องตดและโดยปกติแล้ว หากเราตรวจตรงบริเวณที่มีคนอยู่เยอะๆจะสร้างความอับอายให้กับเราเป็นอย่างมากดังนั้นหลายคนจึงต้องการหาวิธีการป้องกันหากกรณีที่ไม่สามารถอดทนได้จำเป็นต้องตดต่อหน้าคนนั้นควรจะต้องทำอย่างไร 

         การตดเราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการผายลม   สาเหตุที่มีการผายลมออกมานั่นก็เพราะว่าในท่อทางเดินอาหารของเรามีแก๊สแก๊สชนิดนี้ถูกผลิตมาจากแบคทีเรียหรือยีสต์โดยแก๊สชนิดนี้จะมีการปล่อยออกมาทางทวารหนักซึ่งโดยปกติแล้วมักจะมีกลิ่นเหม็นมีเสียงที่ดังซึ่งเราเรียกการปล่อยแก๊สชนิดนี้ออกมาจากทางทวารหนักว่าเป็นการตด   โดยปกติแล้วคนเราจะมีการปลดเฉลี่ยตะวันอยู่ที่ 0.5 ถึง 1.5 ลิตร ซึ่งโดยปกติแล้วการตดมักจะไม่มีกลิ่นยกเว้นว่าเรามีการกินเนื้อสัตว์กินพืชเข้าไปจึงจะส่งผลให้เราก็ตดออกมาแล้วจะมีกลิ่น 

การที่เราตดนั้นเกิดจากสาเหตุที่เรากินอาหารที่มีพอลิแซ็กคาไรด์ค่อนข้างสูงซึ่งสารอาหารเหล่านี้ได้แก่นม   มันเทศ บล็อกโคลี่ถั่วกะหล่ำปลีหรือแม้แต่ขนมปังและยังมีอื่นๆอีกมากมายดังนั้นถ้าหากเราไม่อยากจะปลดหรืออยากจะคบให้น้อยลงและไม่มีกลิ่นเหม็นเราจึงควรมีการเลือกกินอาหารหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพอลิแซคคาไรด์ในปริมาณสูงเช่นเราต้องงดกินไข่  มดกินเนื้อ  มีกินผักประเภทกะหล่ำปลีหรือบล็อกโคลี่ที่สำคัญต้องงดกินถั่ว     และที่สำคัญควรงดกินอาหารที่มีไขมันสูงเพราะอาหารประเภทนี้มักจะอยู่ในท้องเรานานเนื่องจากมีการย่อยญาติซึ่งในระหว่างที่มันมีดีมีท้องของเรานี่เอง

และที่เหลือก็จะไปทำปฏิกิริยาทำให้เกิดแก๊สซึ่งจะทำให้เราถ่ายออกมาแล้วมีกลิ่นเหม็นได้ไปที่สำคัญการที่เรากินอาหารที่ค้างคืนเลยเอาไปแช่ในตู้เย็นแล้วเอากลับมาอุ่นกินหน่อยนั้นก็ทำให้เราสามารถตดบ่อยได้ด้วย   อีกสิ่งหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เร็วจนเกินไปหรือดื่มน้ำเร็วจนเกินไปเพราะระหว่างนี้หากตอนเราที่เรากินน้ำเร็วๆนั้นลมจะเข้าไปในปากซึ่งจะส่งผลให้เราตดได้ดังนั้นเราควรมีการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดและเขียวช้าๆจะทำให้อากาศเข้าไปในป่าของเราได้น้อยและทำให้เราไม่ค่อยตด

             มีคำว่าเหตุผลของการที่เราตดนั้นมีมากมายหลากหลายแบบดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องดูแลใส่ใจตัวเองให้มากหากเกรงว่าไปอยู่ในที่ที่มีคนเยอะๆจะไม่สามารถควบคุมไม่ให้ตนเองตกได้หลักๆเลยก็คือการที่มีลมเข้าไปในท้องเรากินอาหารที่ทำให้ย่อยยากซึ่งจะส่งผลให้เด็กเตรียมทำงานได้นานขึ้นและทำให้เรามีแก๊สที่จะถูกปล่อยออกมาทางทวารทำให้เกิดเป็นตดได้เอง

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออมสิน

bookmark_borderต้นเกิดที่ทำให้เกิดหูชั้นในอักเสบ

หูคนเรานั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ หูชั้นนอกคือช่วงจากใบหูเข้าไปจนถึงเยื่อแก้วหู  หูชั้นกลาง คืออยู่ถัดจากเยื่อแก้วหูเข้าไปเป็นช่องที่บรรจุกระดูกอ่อนที่รับการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงไว้ข้างในนั้นและจะมีช่องทางที่เชื่อมกับลำคอและโพรงจมูก ที่เรียกว่า ท่อยูสเตเชียน และหูชั้นใน หูชั้นในจะมีอวัยวะสำคัญ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นรูปหอยโข่งซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยิน และส่วนที่มีรูร่างเป็นหลอดกึ่งวงกลม ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว ทั้งสองส่วนนี้จะต่อกันเป็นอวัยวะภายในหูชั้นใน  และการอักเสบของอวัยวะภายในหูชั้นในนั้น เรียกว่า หูชั้นในอักเสบทำให้การทรงตัวเสียไปชั่วคราว

และจะเกิดอาการวิงเวียนเป็นสำคัญ โรคหูชั้นในอักเสบจะพบได้ค่อนข้างบ่อยส่วนมากจะมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งจะลุกลามมาจากบริเวณจมูกและลำคอและผ่านท่อยูสเตเชียนเข้ามาในหูชั้นในเป็นส่วนมาก มักเกิดตามหลังไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ซึ่งชาวบ้านมักเรียกว่า โรคไวรัสลงหู ที่จริงน่าจะเรียกว่า ไวรัสขึ้นหูซะมากกว่า บางครั้งก็อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ลุกลามมาจากการอักเสบของหูชั้นกลาง  ซึ่งหูชั้นกลางเวลาอักเสบจะมีอาการปวดหู หูอื้อ หรืออาจจะขั้นมีไข้ร่วมด้วย และมักจะพบหลังเป็นไข้หวัดเช่นเดียวกัน โรคหูชั้นในอักเสบจากไวรัส หรือไวรัสลงหู

จะเป็นอยู่เพียงไม่กี่วันและหายได้เองโดยไม่ต้องพึ่งยาอะไร ยกเว้นแต่ว่ายาแก้อาการคลื่นไส้ วิงเวียนสำหรับคนที่มีอาการวิงเวียนมาก นับว่าเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่มากเท่าไรแต่อย่างไรก็ตาม จงพึงระลึกอยู่เสมอว่า อาการวิงเวียนนั้นอาจมีสาเหตุได้มากมายหลายอย่าง จึงต้องสังเกตดูอาการอย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้ามีอาการรุนแรงหรือมีอาการผิดปกติอื่นๆร่วมอยู่ด้วย

หรือเป็นเรื้อรังเกินสัปดาห์ ก็อาจจะต้องไปพบหมอ เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นอะไร เพื่อให้หมอวินิจฉัยอาการเช่นนี้เกิดจากอะไร เพราะโรคเยื้อหูชั้นในอักเสบอาจจะมีอาการวิงเวียรศีรษะแค่ไม่กี่ชั่วโมงหรือกี่วัน ถ้าหากมีอาการที่นานกว่านี้หรือเป็นแบบเรื้อรังนั้นอาจจะไม่ได้เป็นโรคหูชั้นในอักเสบก็ได้ ฉะนั้นการพบหมอก็เป็นนเรื่องสำคัญ เราไม่ควรคิดเองว่าเราเป็นโรคอะไร

เพราะเราอาจะจะคิดผิด การรักษาโรคหูชั้นในอักเสบให้หายขาดก็เป็นเรื่องที่สำคัญเพราะถ้าหากรักษาไม่หายขาด อาจจะก่อให้เกิดโรคหูอื่นๆตามาก เชื่อเยื้อแก้วหูอักเสบได้ เพราะเยื้อแก้วหูกับเยื้อหูชั้นในจะอยู่บริเวณใกล้ๆกัน ฉะนั้นหากไม่หายสนิทก็อาจจะติดเชื้อไปยังส่วนอื่นๆของหูได้

ขอบคุณเว็บ  เครื่องช่วยฟัง  ที่คอยให้การสนับสนุนเรา

bookmark_borderอาการเจ็บป่วยทางหู

ไม่เจอกับตัวไม่รู้จริงๆ ว่าอาการเจ็บป่วยทางหูนั้น ทรมานไม่ใช่น้อยเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยได้ยินปกติมาก่อน จู่วันหนึ่งกลับได้ยินเสียงได้น้อยลง นอกจากร่างกายจะป่วยแล้ว จิตใจก็บอบช้ำไม่ต่างกัน 

ก่อนจะไปคุยกันเรื่องหูตึง เรามาทำความรู้จักกับหูของเราก่อนดีกว่า ว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

3 ส่วน คือ หูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน หูชั้นนอก (The outer ear)

หูชั้นนอก ประกอบด้วยใบหู (Auricle) และรูหู (Auditory canal) ทำหน้าที่เป็นทางนำเสียงเข้าไปสู่หูชั้นกลางโดยที่ใบหูจะทำหน้าที่ ช่วยรวบรวมเสียงจากทิศต่างๆ ส่วนรูหูจะทำหน้าที่เป็นทางนำเสียง ไปสู่เยื้อแก้วหู

หูชั้นกลาง (The middle ear) เป็นส่วนของหูที่ต่อมาจากหูชั้นนอก โดยเริ่มจากแก้วหูเข้าไปในช่องว่างซึ่งบรรจุด้วยกระดูกนำเสียง ซึ่งติดต่อไปกับหูชั้นใน

หูชั้นใน (The inner ear) อวัยวะในหูชั้นในมีอยู่สองส่วน คือ ส่วนรับเสียง ที่เรียกว่า Cochlea และส่วนควบคุมการทรงตัว คือ Semicircular canal และ Otolithic organ 

การสูญเสียการได้ยิน (hearing loss) คือการที่หูข้างเดียวหรือทั้งสองข้างได้ยินเสียงลดลงหรือไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลย โดยระดับของการได้ยินนั้นมีตั้งแต่หูตึงเพียงเล็กน้อยไปจนถึงหูหนวกซึ่งหมายความว่าเสียงที่จะได้ยินต้องดังกว่า 90 เดซิเบลขึ้นไป 

ซึ่งปกติแล้วเรามักจะเจอว่าผู้ป่วยหูตึงจะมีอายุเยอะแล้ว ไม่ค่อยพบในวัยรุ่น หรือวัยทำงาน แต่ความจริงแล้วไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหาเรื่องหูตึง ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์ หรือว่าการที่ชีวิตมีความเสี่ยง อาจต้องทำงานในที่มีเสียงดังเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด และตัวเองก็ไม่มีเครื่องมือป้องกันที่ดีพอ 

วิธีการดูแลตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการหาทางรักษา เราต้องรักชีวิตของเราให้มากพอ ไม่เอาตัวเองไปอยู่ในที่เสี่ยง หรือถ้าหากว่าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ งานนั้นเราจำเป็นต้องทำเพื่อปากท้อง เครื่องมือหรืออุปกรณ์ป้องกันตัวเองจากเสียงก็ต้องหามาใช้อย่างถูกวิธี เพื่อยืดอายุการใช้งานของหูให้นานมากที่สุด และถ้าเป็นไปได้ อย่าเอาตัวเองไปอยู่ในที่เสี่ยงจะดีที่สุด ยังมีอาชีพอื่นให้ทำอีกเยอะ 

และถ้าหากว่าเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว อย่าเพิ่งท้อแท้หรือว่าหมดหวัง ยังมีทางรักษาอีกมากกำลังรอคุณอยู่ เพียงแต่ต้องรักษาและตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การรักษานั้นเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และไม่ทำให้อาการแย่ลง ท่องจำไว้ให้ดี สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เครื่องช่วยฟัง

bookmark_borderคอลลาเจนให้ได้ผลประโยชน์มากที่สุด

ผิวหมองคล้ำ ผิวไม่กระจางใส ผิวไม่เรียบเนียน ผิวมีริ้วรอยต่างๆ ฯลฯ

ถ้าหากคุณกำลังมีปัญหาในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับผิวแล้วละก็นั้นอาจจะหมายถึงการที่สารอาหารไม่สามารถไปล่อเลี้ยงผิวได้ หลายๆคนอาจจะไม่คิดว่าผิวก็มีสารอาหารเหรอ แล้วสารอาหารของผิวคืออะไร ครีมทาผิวใช่หรือไม่? ต้องบอกก่อนว่าครีมทาผิวนั้นเป็นเป็นอาหารเสริมสำหรับผิวมากกว่า เพราะมันช่วยบำรุงแค่ภายนอกเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วผิวจะแข็งแรงได้จะต้องเกิดขึ้นมาจาภายในด้วย และอาหารของผิวก็คือ คอลลาเจน คอลลาเจนนั้นเป็นสารอาหารที่ร่างกายของทุกคนจะสามารถผลิตออกมาใช้งานเองได้ แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะต้องการมันทำไหมถ้าหากว่าร่างกายสามารถผลิตเองได้? ก็จริงอยู่ว่าคอลลาเจนร่างกายสามารถผลิตเองได้ แต่สุดท้ายแล้วระบบการผลิตมันก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของเราด้วย ยิ่งเรามีอายุขึ้น ระบบการทำงานในการผลิตก็จะลดน้อยลง

ทำให้ไม่สามารถถูกนำไปใช้ได้ทุกส่วนของร่างกายอย่างเพียงพอ ฉะนั้นแล้วเราจึงจำเป็นที่จะต้องทานคอลลาเจนเพื่อความช่วยทดแทนในส่วนที่หายไปที่ร่างกายไม่สามารถผลิตออกมาได้ในปริมาณเหมือนเคย เรียกได้ว่าคอลลาเจนในปัจจุบันนั้นสามารถหาทานได้ง่ายมากขึ้น เพราะได้มีการสกัดคอลลาเจนมาในรูปแบบอาหารเสริมทั้งแบบเป็นผงและแบบเม็ดเพื่อให้สามารถหารับประทานได้ง่ายและสะดวก แต่อาหารเสริมเหล่านี้จะต้องมีตัวช่วยในการดูดซึม ไม่เช่นนั้นแล้วร่างกายจะขับออกมาโดยปัสสาวะ สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราทานไปก็จะเสียป่าว

การทานอาหารเสริมอย่างคอลลาเจนจะต้องทานควบคู่กับวิตามินซี เพราะวิตามินซีจะเข้าไปช่วยให้ร่างกายดูดซึมคอลลาเจนได้ดีมากยิ่งขึ้น เท่านี้คอลลาเจนที่เราทานเข้าไปก็จะไม่เสียป่าว และถ้าหาใครไม่สะดวกที่จะซื้อมาทานในรูปแบบของอาหารเสริม คอลลาเจนนั้นก็มีอยู่แหล่งอาหารทางธรรมชาติมากมายให้ได้ทานกันอีกด้วยอย่างเช่น ปลา โดยเฉพาะปลาแซลม่อน ปลาทะเลน้ำลึก ผักใบเขียว ถั่ว เห็ดทุกชนิด ชา ไข่ขาว สาหร่าย ข้าวสาลี เป็นต้น ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้ประสงค์จะทานเป็นอาหารเสริม ในแหล่งอาหารธรรมชาติก็จะสามารถทำให้คุณรับสารอาหารอย่างคอลลาเจนได้เช่นกัน

นอกจากนี้แล้วคอลลาเจนไม่ได้เป็นเพียงที่จะช่วยในการดูแลเรื่องผิวพรรณเท่านั้น แต่ยังช่วยบำรุงเรื่องของกระดูก และข้อตามส่วนต่างๆของร่างกายให้แข็งแรงได้อีกด้วย เห็นแล้วใช่หรือไม่ว่าคอลลาเจนนั้นมีความสำคัญอย่างไรต่อร่างกาย ถ้าใครกำลังจะเลือกทานคอลลาเจนเป็นอาหารเสริมแล้ว ก็ควรที่จะทำการศึกษาหาวิธีการทานคอลลาเจนให้ถูกวิธีและมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดนะ

 

สนับสนุนโดย  บุหรี่ไฟฟ้า

bookmark_borderไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2019

เรื่องราวเกี่ยวกับ ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2019

ตอนนี้ประเทศไทยของเรานอกจากเรื่องค่าฝุ่น PM 2.5 ที่ทำลายสุขภาพของเราแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่น่ากลัวนั่นก็คือเรื่องของเชื้อไวรัสโคโรน่า ที่กำลังคร่าชีวิตทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ไวรัสโคโรน่าหรือไวรัสอู่ฮั่น เป็นเชื้อโรคที่ระบาด จากเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย  ประเทศจีน จริงๆแล้วเชื้อไวรัสชนิดนี้เราตรวจเจอพบว่ามันอยู่ในสัตว์จำพวกค้างคาวที่อยู่ในป่า หลายคนสงสัยแล้วมันมาสู่คนได้อย่างไร จากการถอดรหัสพันธุกรรมในงูที่กินค้างคาวเข้าไป ทำให้เรารู้ว่า งูเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่พอกินค้างคาวที่มีเชื้อไวรัสโคโรน่าเข้าไป

เชื้อไวรัสจะไปทำปฏิกิริยากับเลือดของงูและพัฒนาตัวเองจนกลายพันธุ์เป็นเชื้อโรคใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม เมื่อคนเรากินงูที่มีเชื้อเข้าไปจึงทำให้ติดเชื้อโรคนั้นขึ้น สำรวจแหล่งแพร่เชื้อโรคที่ตลาดขายของทะเลและสัตว์แปลกอู่ฮั่นพบว่ากลุ่มที่ติดเชื้อกลุ่มแรกๆคือคนงานและลูกค้าที่ซื้อสัตว์เหล่านั้นไปกิน 

ความน่ากลัวของโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019

ก็คือสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้อย่างรวดเร็ว โดยผ่านทางการสัมผัสน้ำมูก , น้ำลาย , เสมะของผู้ป่วย หรือแม้กระทั่งทางอากาศ ถ้าอากาศมีเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่จากคนป่วยที่ไอและจามออกมา แล้วบังเอิญเราหายใจเข้าไปเราก็สามารถติดเชื้อโรคไวรัสโคโรน่าได้เช่นกัน

อาการของผู้ที่ติดเชื้อ  หลังจากรับเชื้อโรคไปแล้วจะใช้เวลาบ่มเพาะในร่างกายคนเราประมาณ 2 สัปดาห์ ถึงเริ่มแสดงอาการออกมา เแรกๆจะมีอาการคล้ายคนเป็นหวัด คือ มีไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจติดขัด และถ้าไข้ขึ้นสูง เกินจาก 38 องศาขึ้นไป จะเกิดความรุนแรงจนลุกลาม จนปวดอักเสบ ไตวาย และเสียชีวิตลงในที่สุด แต่ในคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำ อย่างพวกเด็กเล็ก หรือคนสูงอายุ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่เป็นโรคเบาหวาน ความดัน คนพวกนี้ส่วนใหญ่เมื่อได้รับเชื้อเข้าไป เชื้อจะลุกลามแพร่ขยายไปทำลายเนื้อเยื่อต่างอย่างรวดเร็ว ถ้ารู้ตัวช้าไปรักษาที่โรงพยาบาลไม่ทันโอกาสเสียชีวิตมีสูงมาก

วิธีป้องกันการติดเชื้อทำได้โดย ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น, รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ , นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ , ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่หรือแอลกอฮอล์ล้างมือ , กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ , ไม่กินเนื้อสัตว์ดิบ , หลีกเลี่ยงไปแห่งที่คนพลุกพล่าน , สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาออกไปที่สาธารณะ , งดการเดินทางไปประเทศที่เป็นพบผู้ติดเชื้ออยู่เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะประเทศจีน ,  เมื่อรู้สึกไม่สบายติดต่อกันหลายวันอย่านิ่งนอนใจรีบไปรักษาที่โรงพยาบาลทันที

 

สนับสนุนโดย ชุดตรวจ hiv

bookmark_borderจะทราบได้อย่างไรว่าเราเริ่มแก่ลงแล้ว

จะทราบได้อย่างไรว่าเราเริ่มแก่ลงแล้ว
รายงานการศึกษาชิ้นใหม่ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 13 เดือนมกราคม ในนิตยสาร Nature Medicine โดยนักค้นคว้าของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่มุ่งศึกษาเล่าเรียนเชิงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนการชราภาพของผู้คนในระดับโมเลกุล หาคำตอบว่า เพราะเหตุใดมนุษย์เราแต่ละคนก็เลยมีขั้นตอนการแก่เฒ่าเร็วช้าแตกต่างกัน ?

และยังวางเป้าไว้เพราะว่าวันหนึ่งพวกเราจะสามารถแทรกแซงหรือสร้างผลต่อกระบวนการที่ว่านี้ได้ โดยอาศัยตัวยาหรือการเปลี่ยนแปลงแบบการใช้ชีวิตที่สมควร

นักค้นคว้าได้ติดตามศึกษากลุ่มตัวอย่างอายุ 34 ถึง 68 ปี ปริมาณ 43 คน เป็นเวลาสองปี โดยเก็บเนื้อเก็บตัวอย่างเลือดและก็อุจจาระเพื่อเรียนสารเคมีที่ช่วยระบุ หรือ biomarkers ของร่างกาย

หมอรู้มานานแล้วว่าเมื่อมนุษย์เราชราลงนั้น ระดับของสารบ่งชี้บางสิ่งจะแปรไป ดังเช่น มีคอเลสเตอรอลสูงมากขึ้น ลักษณะการทำงานของจุลชีวะบางสิ่งบางอย่างในระบบไส้มากขึ้น รวมถึงมีไขมันรวมทั้งโปรตีนต่างๆ มากยิ่งขึ้นด้วย

รวมทั้งจากการศึกษาเรียนรู้ในครั้งนี้นักค้นคว้าชี้ว่า มนุษย์เรามีลักษณะหรือลักษณะของความแก่ที่แสดงออกหรือสะท้อนให้มองเห็นได้ขั้นต่ำ 4 ด้าน หรือ 4 หนทาง ซึ่งมิได้จำกัดเฉพาะเพียงแค่ใบหน้าหรือผิวพรรณที่เหี่ยวย่นแค่นั้น

หน้าต่างที่ช่วยสะท้อนกรรมวิธีการชราภาพดังกล่าวข้างต้น คือ

– วิธีการย่อยของกินและก็เผาผลาญพลังงาน

– ระบบภูมิต้านทานของร่างกาย

– แนวทางการทำงานของตับ

– รูปแบบการทำงานของไต

อย่างเช่น คนที่มีขั้นตอนเผาผลาญของร่างกายเสื่อมโทรม ก็ได้โอกาสเป็นโรคโรคเบาหวาน ผู้ที่มีจุดอ่อนในระบบภูมิต้านทานก็จะติดเชื้อโรคหรือมีอาการป่วยด้วยโรคต่างๆได้ง่าย ส่วนคนที่มีความอ่อนแอของตับแล้วก็ไตก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคกลุ่มนี้ นำมาซึ่งการทำให้สุขภาพกายถูกบ่อนทำลายรวมทั้งทำให้เกิดการลดน้อยของภาวะสังขารโดยรวม ฯลฯ

อย่างไรก็แล้วแต่ ทีมงานวิจัยชี้แจงว่ามนุษย์เราแต่ละคนจะมิได้ถูกจำกัดว่าควรจะมีหนทางหรือขั้นตอนการของความชราภาพเพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่งแค่นั้น เนื่องจากว่าบางบุคคลอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีทางของความเสื่อมถอยของสังขารมากยิ่งกว่าหนึ่งได้

แม้กระนั้นทีมงานนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดก็พูดว่า ถ้าหากพวกเรารู้รวมทั้งรู้เรื่องเกี่ยวกับแบบอย่างความเสื่อมถอยของพวกเราว่าเกิดขึ้นและแสดงออกผ่านทางช่องใด หัวข้อนี้บางทีอาจมีประโยชน์และจะเป็นช่องทางให้พวกเราสามารถอุตสาหะเข้าไปควบคุมจัดแจง เปลี่ยนแปลง หรือพากเพียรชะลอขั้นตอนชราภาพที่ว่านี้ได้

นักวิทยาศาสตร์หวังว่าข้อมูลแล้วก็วิชาความรู้ที่กำลังจะได้จากการเล่าเรียนเพิ่มเกี่ยวกับกลไกของความแก่เฒ่ารวมทั้งต้นสายปลายเหตุที่มานี้ จะช่วยทำให้สามารถดีไซน์ขั้นตอนการเพื่อชะลอความแก่ที่สมควรสำหรับแต่ละบุคคลได้ในท้ายที่สุด

bookmark_border2 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับสุขภาพ

บนโลกนี้มีความเชื่ออยู่มากมาย ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อไปหมดซะทุกเรื่อง หลายๆ เรื่องก็สามารถพิสูจน์ได้ จนกลายเป็นทฤษฎี หลายเรื่องก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่แรงศรัทธานั้นยังคงมีอยู่มาก ความเชื่อจากการบอกต่อ ความเชื่อจากการพบเห็นด้วยตนเอง วันนี้เราเอาความเชื่อในเรื่องสุขภาพ มาฝากกัน แต่ไม่ใช่ความเชื่อที่ถูกต้อง แต่เป็นความเชื่อผิดๆ ในเรื่องสุขภาพนั่นเอง ความเชื่อในด้านสุขภาพว่ากินอะไรแล้วจะไม่สบาย ความเชื่อว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้สามารถรักษาโรคได้ อยู่ในที่แบบไหนแล้วจะป่วย หรือยาแบบไหนไม่ดีต่อสุขภาพ หลาย ๆ ความเชื่อเป็นจริง แต่อีกหลาย ๆ ความเชื่อก็เป็นเหมือนนิทานหลอกเด็ก และเพื่อไม่ให้โดนหลอก โดยวันนี้เราจะมานำเสนอในเรื่องของความเชื่อบางส่วนที่ไม่จริงมาฝากกันด้วย กับ 2 ความเชื่อผิดๆ ด้านสุขภาพ

1.การฉีดวัคซีนทำให้เป็นออทิสติก
ออทิสติกนั้นเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม การฉีควัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ก็ได้มีการศึกษาวิจัยอยู่ โดยความเชื่อนี้มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 มีผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ยื่นเรื่องฟ้องโรงพยาบาลที่พาลูกไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดและคางทูม หลังจากนั้นเด็ก ๆ ก็เริ่มมีอาการของโรคออทิสติก หลังจากนั้นจึงมีการวิจัยและทำการศึกษาว่าผลข้างเคียงของวัคซีนนั้นมีอะไรบ้าง แต่ก็ไม่ได้พบปัจจัยอะไรที่ผิดปกติและทำให้เกิดโรคอย่างที่ทางโรงพยาบาลถูกฟ้องหรือแม่ของงเด็กกล่าวอ้าง จึงเป็นไปได้ว่าการเกิดโรคออทิสติกในเด็กกลุ่มนั้นน่าจะเกิดจากการเลี้ยงดู หรืออาการแฝงที่มีมาตั้งแต่กำเนิดมากกว่า

2.วิตามินเสริม ยิ่งทานทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้น
ในเรื่องของการทานวิตามิน เชื่อว่ามีบางคนหรือบุคคลส่วนใหญ่ที่เข้าใจว่ายิ่งทานวิตามินยิ่งดี และทานมื้อละหลายๆ ชนิด เท่าที่คาดว่าจะดีต่อสุขภาพมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งความเชื่อนี้ผิดอย่างร้ายแรง เพราะโดยปกติแล้วถึงแม้ร่างกายจะไม่สามารถสร้างวิตามินและแร่ธาตุขึ้นมาได้เอง แต่เราสามารถได้รับจากอาหารที่เรากินเข้าไปอยู่แล้ว เช่น ผักและ ผลไม้ต่างๆ ทั้งนี้วิตามินนั้นเพียงพออยู่แล้วหากเราได้ทานหรือกินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ในสัดส่วนที่พอเหมาะพอดี โดยการที่เรากินวิตามินเข้าไปมากๆ จะทำให้เราเสี่ยงจากการได้รับวิตามินและแร่ธาตุบางอย่างเกินความจำเป็น เช่น วิตามินซีเพราวิตามินซีสามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียได้หากได้รับมากเกินไป มีกรดในกระเพาะสูง ปวดตามข้อ กระดูกพรุน ปวดศีรษะโลหิตจาง การลดลงของฮอร็โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน เป็นต้น

bookmark_borderปวดหลัง เพราะพฤติกรรมแย่ๆ ทำร้ายกระดูกสันหลัง

หากคุณกำลังประสบปัญหา “ปวดหลัง” อย่ามองข้ามมันเด็ดขาด เพราะอาการปวดหลังไม่ใช่อาการเบาๆ ที่เราจำเป็นจะต้องทน หรือจะทนกันได้นาน ๆ หากพบว่าตนเองมีอาการปวดหลังมายาวนาน จนไปรบกวนชีวิตประจำวัน เมื่ออ่านบทความนี้จบ จงอย่าทนอีกต่อไป นอกจากนี้กระดูกสันหลังยังเป็นส่วนหนึ่งของงร่างกายที่สำคัญเพราะเป็นที่สำหรับเก็บไขกระดูกที่ใช้ในการผลิตเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ แล้วนำส่งเข้าสู่กระแสโลหิต ดังนั้นอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการบ่งบอกว่ากระดูกสันหลังได้รับความเสียหาย ซึ่งถ้ากระดูกสันหลังได้รับความเสียหายจริง อาจเสี่ยงเป็นโรคโลหิตจาง และยังส่งผลกระทบต่อร่างกายในภาพรวมได้อย่างที่คุณอาจคิดไม่ถึง
กระดูกสันหลังเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญมาก ๆ ของร่างกายเรา ซึ่งหากได้รับความเสียหายอาจทำให้เกิดผลร้ายต่อร่างกายเราอย่างมาก และในทุกวันนี้เราอาจจะเผลอทำพฤติกรรมบางอย่างจนทำร้ายกระดูกสันหลังไปแล้วโดยที่อาจจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม ดังนั้นเราไปดูกันว่าพฤติกรรมไหนบ้างที่กำลังทำร้ายกระดูกสันหลังเราอยู่

7 พฤติกรรมทำร้าย “กระดูกสันหลัง”
1. ก้มลงไปยกของหนักกับพื้นต่ำๆ โดยไม่ย่อเข่า

2. นั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้น ไม่พิงพนัก

3. นั่งหลังงอ หลังค่อม และหากทำบ่อยๆ อาจเสี่ยงหมอนรองกระดูกเสื่อม

4. ยืนแอ่นพุง หลังค่อม

5. นั่งไขว้ห้าง เอียงตัว ไม่ควรนั่งท่าไขว่ห้างนานเกินไป

6. ยืนพักขา ยืนทิ้งน้ำหนักไว้ที่ขาข้างเดียวจนสะโพกเอียงเป็นเวลานาน

7. สะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว อาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ ส่งผลต่อกระดูกสันหลังได้

อันตรายจากการไม่ดูแลกระดูกสันหลัง
อันตรายของการที่เราละเลยไม่ดูแลกระดูกสันหลัง โดยทำพฤติกรรมแย่ๆ ที่ทำร้ายกระดูกสันหลังบ่อยๆ ซึ่งอาจเสี่ยงกับปัญหาเหล่านี้ ได้แก่ กระดูกสันหลังคด หมอนรองกระดูกเสื่อม กล้ามเนื้อ หรือเส้นเอ็นอักเสบ หรือมีอาการปวด เคล็ดขัดยอกเรื้อรัง จนรบกวนชีวิตของเรามากจนทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติได้ นอกเหนือจากปัญหาต่างๆ ที่กล่าวไปแล้วนั้น หากยังคงทำพฤติกรรมที่ทำร้ายกระดูกสันหลังอยู่เรื่อยๆ จะทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมประสิทธิภาพลง เมื่ออายุมากขึ้น จะไม่สามารถรับน้ำหนักที่มากดทับมากๆ ไม่ได้
ดังนั้น เราควรที่จะรู้จักและเริ่มที่จะถนอมกระดูกสันหลังของเราไว้ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรรม เช่น หากต้องการหยิบยกของที่อยู่ตรงพื้น ก็ให้ย่อเข่าลง และก้มตัวให้น้อยที่สุดเมื่อต้องยกของหนักจากพื้นต่ำๆ เดิน นั่งหลังตรงตลอดเวลา งดนั่งไขว่ห้างเป็นเวลานาน ยืนลงน้ำหนักที่เท้าทั้งสองข้างเท่ากัน และไม่สะพายกระเป๋าที่หนักจนเกินไป เพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดกับกระดูกสันหลังได้ในอนาคต

bookmark_borderปัญหากลิ่นปากกับสาเหตุที่เราอาจไม่เคยรู้

เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่งว่า ปัญหา “กลิ่นปาก” ที่หลายคนอาจไม่ค่อยมีปัญหากับมันมากนัก แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเป็นกังวลกับปัญหานี้ที่แก้อย่างไรก็ไม่หาย ที่น่าสงสารไปกว่านั้นคือ เขาหรือเธอเหล่านั้นบางครั้งไม่รู้ตัวว่ามีปัญหากลิ่นปาก จึงทำให้คนรอบข้างพากันรังเกียจและเอาไปนินทากันมากมาย ส่วนตัวไม่ว่าจะย้ายที่ทำงานกี่ครั้ง ก็มักเจอเพื่อนร่วมงานที่มีปัญหากลิ่นปากทุกครั้ง ทำให้เราเข้าใจว่า ปัญหากลิ่นปากไม่ใช่เรื่องเล็ก และคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบปัญหานี้

เมื่อต้องการจะแก้ปัญหากลิ่นปาก ก็ต้องทราบกันก่อนว่าปัญหากลิ่นปากมีต้นเหตุมาจากไหน จะได้แก้ไขกันได้ตั้งแต่ต้นเหตุ

สาเหตุของ “กลิ่นปาก”

  • อาหารกลิ่นแรง
    อาหารกลิ่นแรงๆ มักเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดปัญหากลิ่นปาก ไม่ว่าจะเป็นกระเทียม หอม สะตอ หรือแม้กระทั่งอาหารกระป๋องอย่าง ปลากระป๋อง ทูน่ากระป๋อง และเครื่องเทศต่างๆ ทำให้เกิดกลิ่นปากหลังทานได้ทันที หากทานอาหารเหล่านี้ วิธีแก้ปัญหาก็ง่ายๆ เพียงแค่แปรงฟัน บ้วนปากด้วยน้ำเปล่า หรือน้ำยาบ้วนปาก หรือเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีกลิ่นมิ้นท์ช่วยลดกลิ่นปาก เท่านี้ก็เรียบร้อย
  • อาหารที่มีส่วนผสมของแป้ง และน้ำตาล
    นี่เริ่มสู่อีกขั้นหนึ่งของอาหารที่ทำให้มีกลิ่นปากแล้ว เพราะหลายคนอาจไม่ทราบว่าอาหารที่เต็มไปด้วยแป้ง และน้ำตาล เป็นอาหารที่สามารถเกิดเชื้อแบคทีเรียในปากได้มาก เพราะเป็นอาหารที่ย่อยง่ายด้วยเอนไซม์อะไมเลส หรือไทยาลีนในน้ำลายนั่นเอง เพราะฉะนั้นใครที่กินข้าว ดื่มน้ำหวานๆ แล้วไม่ดื่มน้ำเปล่าตาม หรือกลั้วปากด้วยน้ำ หลังจากนั้นจึงอาจเกิดกลิ่นปากได้
  • โรคในช่องปาก และคอ
    ใครที่มีปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบ หรืออาการติดเชื้อที่ช่องคอ เช่น ไซนัส ปอด ปากคอแห้งจากปัญหาน้ำลายน้อย ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหากลิ่นปากได้เช่นกัน
  • โรคประจำตัวอื่นๆ
    ยังมีโรคประจำตัวที่ทำให้เกิดกลิ่นปากอีกมากมาย ทั้งโรคเบาหวาน กรดไหลย้อน มะเร็ง โรคไต โรคตับ โรคหืด และโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหารอื่นๆ หากมีโรคประจำตัวดังกล่าวสามารถปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อแก้ไขปัญหากลิ่นปากที่เกิดขึ้นได้
  • ยาบางชนิด
    เชื่อหรือไม่ว่าการทานยาบางชนิดอาจทำให้เกิดกลิ่นปากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน เช่น ยารักษาความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  • สิ่งแปลกปลอมในช่องปาก จากการทำทันตกรรม
    ไม่ว่าคุณจะใส่ฟันปลอม เหล็กดัดฟัน รีเทนเนอร์ หรือการทำวีเนียร์ หากไม่ดูแลรักษาฟันให้ดี หรือหากเลือกทำกับคนที่ไม่ใช่ทันตแพทย์ อาจทำให้คุณภาพที่ทำออกมาไม่ดี จนมีเศษอาหารเข้าไปติด ทำความสะอาดลำบาก จนเกิดเป็นกลิ่นปากได้
  • สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์
    การสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ช่องปากมีกลิ่นด้วยเช่นกัน

วิธีแก้ปัญหากลิ่นปากอย่างง่ายๆ

  1. แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น หรืออาจแปรงฟันหลังทานอาหารได้ (ไม่ควรแปรงฟันหลังอาหารทันที ควรแปรงหลังทานอาหารอย่างน้อย 30 นาที เพื่อป้องกันฟันกร่อน)
  2. ทุกครั้งที่แปรงฟัน ควรแปรงลิ้นด้วย เพื่อลดแบคทีเรีย และคราบโปรตีนที่อยู่บนผิวลิ้น
  3. หากมีปัญหาในช่องปาก เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ และอื่นๆ ควรพบทันตแพทย์เพื่อรักษาทันที อย่าปล่อยไว้นาน
  4. อย่าใช้น้ำยาบ้วนปากแทนการแปรงฟัน เพราะไม่สามารถกำจัดเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันได้
  5. ดื่มน้ำมากๆ ไม่ว่าจะหลังมื้ออาหาร หลังทานขนม เครื่องดื่ม หรือระหว่างวันก็ควรดื่ม หรือจิบน้ำด้วย
  6. งดสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์
  7. พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก และฟันทุกๆ 6 เดือนถึง 1 ปี