bookmark_border2 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับสุขภาพ

บนโลกนี้มีความเชื่ออยู่มากมาย ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อไปหมดซะทุกเรื่อง หลายๆ เรื่องก็สามารถพิสูจน์ได้ จนกลายเป็นทฤษฎี หลายเรื่องก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่แรงศรัทธานั้นยังคงมีอยู่มาก ความเชื่อจากการบอกต่อ ความเชื่อจากการพบเห็นด้วยตนเอง วันนี้เราเอาความเชื่อในเรื่องสุขภาพ มาฝากกัน แต่ไม่ใช่ความเชื่อที่ถูกต้อง แต่เป็นความเชื่อผิดๆ ในเรื่องสุขภาพนั่นเอง ความเชื่อในด้านสุขภาพว่ากินอะไรแล้วจะไม่สบาย ความเชื่อว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้สามารถรักษาโรคได้ อยู่ในที่แบบไหนแล้วจะป่วย หรือยาแบบไหนไม่ดีต่อสุขภาพ หลาย ๆ ความเชื่อเป็นจริง แต่อีกหลาย ๆ ความเชื่อก็เป็นเหมือนนิทานหลอกเด็ก และเพื่อไม่ให้โดนหลอก โดยวันนี้เราจะมานำเสนอในเรื่องของความเชื่อบางส่วนที่ไม่จริงมาฝากกันด้วย กับ 2 ความเชื่อผิดๆ ด้านสุขภาพ

1.การฉีดวัคซีนทำให้เป็นออทิสติก
ออทิสติกนั้นเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม การฉีควัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ก็ได้มีการศึกษาวิจัยอยู่ โดยความเชื่อนี้มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 มีผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ยื่นเรื่องฟ้องโรงพยาบาลที่พาลูกไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดและคางทูม หลังจากนั้นเด็ก ๆ ก็เริ่มมีอาการของโรคออทิสติก หลังจากนั้นจึงมีการวิจัยและทำการศึกษาว่าผลข้างเคียงของวัคซีนนั้นมีอะไรบ้าง แต่ก็ไม่ได้พบปัจจัยอะไรที่ผิดปกติและทำให้เกิดโรคอย่างที่ทางโรงพยาบาลถูกฟ้องหรือแม่ของงเด็กกล่าวอ้าง จึงเป็นไปได้ว่าการเกิดโรคออทิสติกในเด็กกลุ่มนั้นน่าจะเกิดจากการเลี้ยงดู หรืออาการแฝงที่มีมาตั้งแต่กำเนิดมากกว่า

2.วิตามินเสริม ยิ่งทานทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้น
ในเรื่องของการทานวิตามิน เชื่อว่ามีบางคนหรือบุคคลส่วนใหญ่ที่เข้าใจว่ายิ่งทานวิตามินยิ่งดี และทานมื้อละหลายๆ ชนิด เท่าที่คาดว่าจะดีต่อสุขภาพมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งความเชื่อนี้ผิดอย่างร้ายแรง เพราะโดยปกติแล้วถึงแม้ร่างกายจะไม่สามารถสร้างวิตามินและแร่ธาตุขึ้นมาได้เอง แต่เราสามารถได้รับจากอาหารที่เรากินเข้าไปอยู่แล้ว เช่น ผักและ ผลไม้ต่างๆ ทั้งนี้วิตามินนั้นเพียงพออยู่แล้วหากเราได้ทานหรือกินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ในสัดส่วนที่พอเหมาะพอดี โดยการที่เรากินวิตามินเข้าไปมากๆ จะทำให้เราเสี่ยงจากการได้รับวิตามินและแร่ธาตุบางอย่างเกินความจำเป็น เช่น วิตามินซีเพราวิตามินซีสามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียได้หากได้รับมากเกินไป มีกรดในกระเพาะสูง ปวดตามข้อ กระดูกพรุน ปวดศีรษะโลหิตจาง การลดลงของฮอร็โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน เป็นต้น

bookmark_borderปวดหลัง เพราะพฤติกรรมแย่ๆ ทำร้ายกระดูกสันหลัง

หากคุณกำลังประสบปัญหา “ปวดหลัง” อย่ามองข้ามมันเด็ดขาด เพราะอาการปวดหลังไม่ใช่อาการเบาๆ ที่เราจำเป็นจะต้องทน หรือจะทนกันได้นาน ๆ หากพบว่าตนเองมีอาการปวดหลังมายาวนาน จนไปรบกวนชีวิตประจำวัน เมื่ออ่านบทความนี้จบ จงอย่าทนอีกต่อไป นอกจากนี้กระดูกสันหลังยังเป็นส่วนหนึ่งของงร่างกายที่สำคัญเพราะเป็นที่สำหรับเก็บไขกระดูกที่ใช้ในการผลิตเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ แล้วนำส่งเข้าสู่กระแสโลหิต ดังนั้นอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการบ่งบอกว่ากระดูกสันหลังได้รับความเสียหาย ซึ่งถ้ากระดูกสันหลังได้รับความเสียหายจริง อาจเสี่ยงเป็นโรคโลหิตจาง และยังส่งผลกระทบต่อร่างกายในภาพรวมได้อย่างที่คุณอาจคิดไม่ถึง
กระดูกสันหลังเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญมาก ๆ ของร่างกายเรา ซึ่งหากได้รับความเสียหายอาจทำให้เกิดผลร้ายต่อร่างกายเราอย่างมาก และในทุกวันนี้เราอาจจะเผลอทำพฤติกรรมบางอย่างจนทำร้ายกระดูกสันหลังไปแล้วโดยที่อาจจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม ดังนั้นเราไปดูกันว่าพฤติกรรมไหนบ้างที่กำลังทำร้ายกระดูกสันหลังเราอยู่

7 พฤติกรรมทำร้าย “กระดูกสันหลัง”
1. ก้มลงไปยกของหนักกับพื้นต่ำๆ โดยไม่ย่อเข่า

2. นั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้น ไม่พิงพนัก

3. นั่งหลังงอ หลังค่อม และหากทำบ่อยๆ อาจเสี่ยงหมอนรองกระดูกเสื่อม

4. ยืนแอ่นพุง หลังค่อม

5. นั่งไขว้ห้าง เอียงตัว ไม่ควรนั่งท่าไขว่ห้างนานเกินไป

6. ยืนพักขา ยืนทิ้งน้ำหนักไว้ที่ขาข้างเดียวจนสะโพกเอียงเป็นเวลานาน

7. สะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว อาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ ส่งผลต่อกระดูกสันหลังได้

อันตรายจากการไม่ดูแลกระดูกสันหลัง
อันตรายของการที่เราละเลยไม่ดูแลกระดูกสันหลัง โดยทำพฤติกรรมแย่ๆ ที่ทำร้ายกระดูกสันหลังบ่อยๆ ซึ่งอาจเสี่ยงกับปัญหาเหล่านี้ ได้แก่ กระดูกสันหลังคด หมอนรองกระดูกเสื่อม กล้ามเนื้อ หรือเส้นเอ็นอักเสบ หรือมีอาการปวด เคล็ดขัดยอกเรื้อรัง จนรบกวนชีวิตของเรามากจนทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติได้ นอกเหนือจากปัญหาต่างๆ ที่กล่าวไปแล้วนั้น หากยังคงทำพฤติกรรมที่ทำร้ายกระดูกสันหลังอยู่เรื่อยๆ จะทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมประสิทธิภาพลง เมื่ออายุมากขึ้น จะไม่สามารถรับน้ำหนักที่มากดทับมากๆ ไม่ได้
ดังนั้น เราควรที่จะรู้จักและเริ่มที่จะถนอมกระดูกสันหลังของเราไว้ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรรม เช่น หากต้องการหยิบยกของที่อยู่ตรงพื้น ก็ให้ย่อเข่าลง และก้มตัวให้น้อยที่สุดเมื่อต้องยกของหนักจากพื้นต่ำๆ เดิน นั่งหลังตรงตลอดเวลา งดนั่งไขว่ห้างเป็นเวลานาน ยืนลงน้ำหนักที่เท้าทั้งสองข้างเท่ากัน และไม่สะพายกระเป๋าที่หนักจนเกินไป เพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดกับกระดูกสันหลังได้ในอนาคต

bookmark_borderปัญหากลิ่นปากกับสาเหตุที่เราอาจไม่เคยรู้

เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่งว่า ปัญหา “กลิ่นปาก” ที่หลายคนอาจไม่ค่อยมีปัญหากับมันมากนัก แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเป็นกังวลกับปัญหานี้ที่แก้อย่างไรก็ไม่หาย ที่น่าสงสารไปกว่านั้นคือ เขาหรือเธอเหล่านั้นบางครั้งไม่รู้ตัวว่ามีปัญหากลิ่นปาก จึงทำให้คนรอบข้างพากันรังเกียจและเอาไปนินทากันมากมาย ส่วนตัวไม่ว่าจะย้ายที่ทำงานกี่ครั้ง ก็มักเจอเพื่อนร่วมงานที่มีปัญหากลิ่นปากทุกครั้ง ทำให้เราเข้าใจว่า ปัญหากลิ่นปากไม่ใช่เรื่องเล็ก และคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบปัญหานี้

เมื่อต้องการจะแก้ปัญหากลิ่นปาก ก็ต้องทราบกันก่อนว่าปัญหากลิ่นปากมีต้นเหตุมาจากไหน จะได้แก้ไขกันได้ตั้งแต่ต้นเหตุ

สาเหตุของ “กลิ่นปาก”

  • อาหารกลิ่นแรง
    อาหารกลิ่นแรงๆ มักเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดปัญหากลิ่นปาก ไม่ว่าจะเป็นกระเทียม หอม สะตอ หรือแม้กระทั่งอาหารกระป๋องอย่าง ปลากระป๋อง ทูน่ากระป๋อง และเครื่องเทศต่างๆ ทำให้เกิดกลิ่นปากหลังทานได้ทันที หากทานอาหารเหล่านี้ วิธีแก้ปัญหาก็ง่ายๆ เพียงแค่แปรงฟัน บ้วนปากด้วยน้ำเปล่า หรือน้ำยาบ้วนปาก หรือเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีกลิ่นมิ้นท์ช่วยลดกลิ่นปาก เท่านี้ก็เรียบร้อย
  • อาหารที่มีส่วนผสมของแป้ง และน้ำตาล
    นี่เริ่มสู่อีกขั้นหนึ่งของอาหารที่ทำให้มีกลิ่นปากแล้ว เพราะหลายคนอาจไม่ทราบว่าอาหารที่เต็มไปด้วยแป้ง และน้ำตาล เป็นอาหารที่สามารถเกิดเชื้อแบคทีเรียในปากได้มาก เพราะเป็นอาหารที่ย่อยง่ายด้วยเอนไซม์อะไมเลส หรือไทยาลีนในน้ำลายนั่นเอง เพราะฉะนั้นใครที่กินข้าว ดื่มน้ำหวานๆ แล้วไม่ดื่มน้ำเปล่าตาม หรือกลั้วปากด้วยน้ำ หลังจากนั้นจึงอาจเกิดกลิ่นปากได้
  • โรคในช่องปาก และคอ
    ใครที่มีปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบ หรืออาการติดเชื้อที่ช่องคอ เช่น ไซนัส ปอด ปากคอแห้งจากปัญหาน้ำลายน้อย ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหากลิ่นปากได้เช่นกัน
  • โรคประจำตัวอื่นๆ
    ยังมีโรคประจำตัวที่ทำให้เกิดกลิ่นปากอีกมากมาย ทั้งโรคเบาหวาน กรดไหลย้อน มะเร็ง โรคไต โรคตับ โรคหืด และโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหารอื่นๆ หากมีโรคประจำตัวดังกล่าวสามารถปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อแก้ไขปัญหากลิ่นปากที่เกิดขึ้นได้
  • ยาบางชนิด
    เชื่อหรือไม่ว่าการทานยาบางชนิดอาจทำให้เกิดกลิ่นปากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน เช่น ยารักษาความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  • สิ่งแปลกปลอมในช่องปาก จากการทำทันตกรรม
    ไม่ว่าคุณจะใส่ฟันปลอม เหล็กดัดฟัน รีเทนเนอร์ หรือการทำวีเนียร์ หากไม่ดูแลรักษาฟันให้ดี หรือหากเลือกทำกับคนที่ไม่ใช่ทันตแพทย์ อาจทำให้คุณภาพที่ทำออกมาไม่ดี จนมีเศษอาหารเข้าไปติด ทำความสะอาดลำบาก จนเกิดเป็นกลิ่นปากได้
  • สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์
    การสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ช่องปากมีกลิ่นด้วยเช่นกัน

วิธีแก้ปัญหากลิ่นปากอย่างง่ายๆ

  1. แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น หรืออาจแปรงฟันหลังทานอาหารได้ (ไม่ควรแปรงฟันหลังอาหารทันที ควรแปรงหลังทานอาหารอย่างน้อย 30 นาที เพื่อป้องกันฟันกร่อน)
  2. ทุกครั้งที่แปรงฟัน ควรแปรงลิ้นด้วย เพื่อลดแบคทีเรีย และคราบโปรตีนที่อยู่บนผิวลิ้น
  3. หากมีปัญหาในช่องปาก เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ และอื่นๆ ควรพบทันตแพทย์เพื่อรักษาทันที อย่าปล่อยไว้นาน
  4. อย่าใช้น้ำยาบ้วนปากแทนการแปรงฟัน เพราะไม่สามารถกำจัดเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันได้
  5. ดื่มน้ำมากๆ ไม่ว่าจะหลังมื้ออาหาร หลังทานขนม เครื่องดื่ม หรือระหว่างวันก็ควรดื่ม หรือจิบน้ำด้วย
  6. งดสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์
  7. พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก และฟันทุกๆ 6 เดือนถึง 1 ปี

bookmark_border3 โรคตายอดฮิตในช่วงสงกรานต์ทุกปี

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นอกจากการเฉลิมฉลองประเพณีไทยอย่างเพลิดเพลินแล้ว สิ่งที่ต้องระวังและดูแลรักษาให้ดีคือดวงตา เพราะน้ำที่มาสาดใส่กันนั้น หากไม่สะอาด มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคอย่างแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา รวมทั้งสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ อาจทำให้เกิดความผิดปกติกับดวงตาได้

3 โรคตายอดฮิตในช่วงสงกรานต์ทุกปีได้แก่

ตาแดง (เยื่อบุตาอักเสบ) เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ที่พบบ่อยที่สุดคือจากเชื้อไวรัส ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุตา อาการที่พบคือ บวมแดงตรงตาขาว คัน น้ำตาไหล ขี้ตาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นสีขาวหรือสีเขียว สามารถเป็นได้ข้างเดียวหรือสองข้าง เพราะฉะนั้นควรล้างมือให้สะอาดก่อนล้างตา แล้วลองสังเกตอาการ 1-2 วัน ถ้าไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันที

แผลกระจกตา เกิดจากเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ในที่นี้จะเน้นที่เชื้อแบคทีเรียเป็นสำคัญ เพราะเป็นการติดเชื้อหลังได้รับอุบัติเหตุทางตาจนทำให้มีบาดแผลที่กระจกตา เช่น ฝุ่นละออง สารเคมีเข้าตา รวมถึงการขยี้ตาแรงๆ ที่สำคัญคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ถ้าไม่ดูแลรักษาความสะอาดให้ดีก็อาจเกิดแผลที่กระจกตาได้ อาการที่พบ ได้แก่ ตาแดง ปวดตา เคืองตา ตามัว น้ำตาไหล ตาไม่สู้แสง เห็นลักษณะขุ่นขาวในกระจกตาดำ หากเป็นแล้วถ้าแผลเล็กและตื้นอาจหายภายใน 1 สัปดาห์ แต่ถ้าแผลลึกมากอาจทำให้การมองเห็นลดลง ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะฉะนั้นระวังฝุ่นละอองหรือสารเคมีที่ปนเปื้อนในน้ำเข้าตา

ตากุ้งยิง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการอุดตันของต่อมบริเวณเปลือกตาแล้วเกิดการติดเชื้อ มักมีสาเหตุจากการขยี้ตาบ่อยๆ ทำให้เปลือกตาไม่สะอาด รวมถึงการใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ทั้งที่มือไม่สะอาด อาการที่พบคือ มีตุ่มบวมแดงหรือเป็นหนองที่เปลือกตาไม่ว่าจะบนหรือล่าง บวม แดง อาจมีหนองไหลออกมา ขี้ตาเป็นสีเขียว หากเกิดความผิดปกติควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อดูว่าจำเป็นต้องเจาะกุ้งยิงหรือไม่ ที่สำคัญควรระวังไม่เอามือไปสัมผัสเปลือกตา ห้ามขยี้ตาบ่อยๆ

ดูแลดวงตารับสงกรานต์
หากสงกรานต์นี้ต้องเล่นน้ำหรือมีโอกาสโดนน้ำ วิธีดังต่อไปนี้จะช่วยให้ห่างไกลโรคตา

  • ไม่ใส่คอนแทคเลนส์เล่นน้ำ
  • ถ้ามีปัญหาสายตาสวมแว่นแทนคอนแทคเลนส์
  • หากน้ำไม่สะอาดหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที
  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหากต้องสัมผัสบริเวณดวงตา
  • หลังเล่นน้ำสังเกตดวงตาว่าเกิดความผิดปกติหรือไม่ ถ้ามีพบแพทย์ทันที

bookmark_borderแคลเซียมกับร่างกาย

1) ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์แคลเซียมเองได้ สามารถหาแคลเซียมได้จาก 2 แหล่ง ได้แก่

อาหาร นม, กุ้งแห้ง, กะปิ, ปลาเล็กปลาน้อย, ปลาสลิด, หอยนางรม, ผักใบเขียวที่มีลักษณะแข็ง (คะน้า, ใบยอ, ใบชะพลู), งาดำ

ข้อเสีย

บางคนแพ้นม (ท้องอืด, ท้องเสีย), กินหอยนางรม+ปลาทอด เสี่ยงต่อไขมันในเลือดสูง

อาหารเสริม มี 3 ตระกูล ดูจาก ‘นามสกุล’ ได้แก่

  • Calcium ‘Carbonate’ ดูดซึมได้ 10% ท้องอืด, ท้องผูก
  • Calcium ‘Citrate’ ดูดซึมได้ 50% ต้องกินพร้อมอาหาร (ทำงานได้ต่อเมื่อมีกรดในกระเพาะเท่านั้น)
  • Calcium ‘L theonate’ ดูดซึมได้ 90% กินตอนท้องว่างได้

2) ปริมาณแคลเซียมที่ร่างการควรได้รับในแต่ละช่วงอายุ

อายุ < 40 ปี 800 mg / วัน = นม 3 – 4 แก้ว วัยทอง (~50 ปี) 1000 mg / วัน = นม 4 – 5 แก้ว ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์, อายุ > 60ปี 1200 mg / วัน = นม 6 – 7 แก้ว
ผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนมากถึง 30 – 40% ส่วนผู้ชาย 10%
10 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน กระดูกจะบางลงเร็วมาก เกิดจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิง หรือ Estrogen การเสริม Calcium จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุน

ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ร่างกายขาดแคลเซียม

  • กินแคลเซียมไม่พอ
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • ดื่มกาแฟเกินขนาด
  • ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • ขาดฮอร์โมน Estrogen ก่อนวัยหมดประจำเดือน เช่น ต้องผ่าตัดรังไข่ 2 ข้างออก
  • มีโครงร่างเล็ก
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน
  • เคยกระดูกหักมาก่อน

3) ปัญหาของคนที่ซื้อแคลเซียมทานเอง

กินแคลเซียมชนิดที่ดูดซึมไม่ดี ทำให้มีอาการท้องอืด ท้องผูก
กินมากเกินความจำเป็น ทำให้เกิดการสะสมของหินปูนในเต้านม ไต หลอดเลือด

4) การดูดซึมขึ้นอยู่กับชนิดของแคลเซียมที่เลือกรับประทาน

**ต้องเสริมวิตามินดีควบคู่ไปด้วย เพราะวิตามินดีเป็นเหมือนคู่หูของแคลเซียม ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น

**ไม่ควรกินแคลเซียมคู่กับ

  • ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม (Tetracycline, Quinolone)
  • ยาลดความดันบางกลุ่ม (Thiazide Diuretics, Calcium Channel Blockereg Nifedipine, Diltiazem, Verpamil)
  • แคลเซียมจะเข้าไปยับยั้งการออกฤทธิ์ของยากลุ่มนี้
  • ไม่ควรรับประทานแคลเซียมเกิน 1500 mg / วัน
  • ปรึกษาคุณหมอประจำตัวก่อนเลือกรับประทาน

5) ถ้ากินในปริมาณที่มากเกินไป จนเกิดการสะสม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต หินปูนในเต้านม มะเร็งเต้านม หินปูนในหลอดเลือด และหลอดเลือดตีบตัน

6) ควรเลือกแบบที่ดูดซึมง่าย ผลข้างเคียงน้อย และต้องกินควบคู่กับวิตามินดี

bookmark_borderโปรไบโอติกประโยชน์ดีๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

ประโยชน์ของโปรไบโอติก
อย่างที่บอกว่าประโยชน์ของโปรไบโอติกนั้นมีดีต่อสุขภาพร่างกายมากมาย ดังนั้น เราไปดูกันดีกว่าว่าโปรไบโอติกมีดีในด้านใดบ้าง

1.ช่วยป้องกันโรคลำไส้อักเสบ
หน้าที่สำคัญของโปรไบโอติก ก็คือ การเข้าไปยึดเกาะเนื้อเยื่อบนผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้ไม่เกิดช่องว่างให้เชื้อโรคต่างๆ เข้ามาสร้างความเสียหาย

ดังนั้น หากคุณพบว่าตัวเองกำลังเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ การกินอาหารที่มีส่วนประกอบของโปรไบโอส์เข้าไป ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในเจ็บป่วยลงได้แน่นอน

2.ช่วยป้องกันร่างกายจากจุลินทรีย์ชนิดไม่ดี
ร่างกายของคนเรามีทั้งจุลินทรีย์ทั้งชนิดที่ดีและไม่ดี ซึ่งจุลิทรีย์ชนิดไม่ดีนั้น อาจจะเป็นต้นเหตุในการก่อโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใน

การกินอาหารที่มีโปรไบโอติกเข้าไป จะทำให้จุลินทรีย์ชนิดไม่ดีดังกล่าวถูกแย่งอาหาร ขาดการเจริญเติบโต และตายไปในที่สุด

3.ช่วยทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารที่สำคัญ
โปรไบโอติก ยังทำหน้าที่ในการผลิตเอนไซม์สำคัญที่ช่วยย่อยอาหาร และยังเป็นตัวช่วยย่อยให้โปรตีนมีขนาดเล็กลงด้วย

ซึ่งจะทำให้การดูดซึมอาหารในร่างกายเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ อันเนื่องมาจากขนาดที่เล็กลงของโปรตีนและไขมัน

4.ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก
โปรไบโอติกจะคอยทำหน้าที่ผลิตกรดอินทรีย์ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ให้สมบูรณ์ และยังคอยเติมความชุ่มชื้นให้กับอุจจาระ ทำให้ไม่จับตัวเป็นก้อน และสามารถขับถ่ายออกมาได้อย่างสะดวก

ดังนั้น การกินอาหารที่มีโปรไบโอติก ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่ายหรือท้องผูก

5.ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล
โปรไบโอติก จะทำหน้าที่เข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของคอเลสเตอรอลในส่วนบริเวณลำไส้ ด้วยการย่อยให้คอเลสเตอรอลมีขนาดเล็กลง พร้อมขับออกมาทางอุจจาระ ทำให้ไม่เกิดการสะสมตัวของคอเลสเตอรอลในเลือด

6.ป้องกันโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารของทารก
นอกจากผู้ใหญ่แล้ว เด็กทารกที่ได้รับโปรไบโอติกในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ย่อมได้ประโยชน์เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเด็กทารกที่เพิ่งคลอดใหม่ๆ ที่มีภูมิต้านทานต่ำบริเวณลำไส้และกระเพาะอาหาร

ดังนั้น การได้รับสารอาหารจากนมแม่ที่มีโปรไบโอติกส์ ก็จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานดังกล่าวบริเวณทางเดินอาหารของทารกให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้นด้วย

7.ช่วยลดการอักเสบของผิวหนังได้
นอกจากจะดีต่อระบบอวัยวะภายในร่างกายแล้ว โปรไบโอติก ก็ยังส่งผลลัพธ์ที่ดีต่ออวัยวะภายนอกโดยเฉพาะผิวหนังที่มีปัญหาเกี่ยวกับการอักเสบต่างๆ

โดยโปรไบโอติกส์จะช่วยทำหน้าที่ลดการอักเสบ สมานรอยแผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

8.เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง
โปรไบโอติกที่เกาะยึดอยู่บริเวณผนังลำไส้ จะคอยกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใต้ชั้นผิวของผนังลำไส้อีกที ทำให้ต่อมน้ำเหลืองสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในการเติมความสมดุลของภูมิคุ้มกันต่างๆ ของร่างกาย

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่มีเชื้อโรคเข้ามายังระบบภูมิคุ้มกัน โปรไบโอติกก็จะส่งสัญญาณไปที่ต่อมน้ำเหลือง เพื่อกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวทำลายเชื้อโรคดังกล่าว

9.ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งทางเดินอาหาร
โปรไบโอติกจะคอยทำหน้าที่ป้องกันการอักเสบหรือการติดเชื้อต่างๆ ของเซลล์ภายในร่างกาย โดยเฉพาะในส่วนของลำไส้และทางเดินอาหารต่างๆ ที่มีจุลินทรีย์ชนิดดีคอยดักจับ ดูแลอยู่

โดยจะเสริมสร้างให้การทำงานเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และยังสามารถป้องกันอวัยวะต่างๆ จากจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคชนิดไม่ดี ส่งผลให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ดี และช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหารได้

10.ช่วยส่งผลให้สุขภาพจิตดีขึ้น
ผลงานวิจัยที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับผู้ที่มีอารมณ์แปรปรวนได้รายงานว่า ผู้ที่รับกินอาหารที่มีโปรไบโอติกทุกคืนติดต่อกันในช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือน จะมีสุขภาพจิตและอารมณ์ที่สดใสมากขึ้น

โดยพบว่ามากกว่ากลุ่มผู้ทดลองที่ไม่ได้รับโปรไบโอติกส์ ดังนั้น จึงถือได้ว่าจุลินทรีย์ชนิดดีที่ว่านี้ นอกจากจะทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานอย่างเป็นปกติได้แล้ว ก็ยังช่วยทำให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้น ช่วยให้ห่างไกลจากโรคซึมเศร้า ความเครียดและความวิตกกังวลต่างๆ ได้อีกด้วย

จะเห็นได้ชัดว่าคุณประโยชน์รอบด้านของโปรไบโอติก เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างแท้จริง เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยเยียวยาคุณจากปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับลำไส้ได้แต่เพียงเท่านั้น

แต่ยังส่งผลให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นได้อีกด้วย เห็นแบบนี้แล้ว สายกินทั้งหลายควรหันมาใส่ใจในการเพิ่มโปรไบโอติกให้กับร่างกายอีกซะหน่อย รับรองคุณจะห่างไกลจากอาการเจ็บป่วยมากขึ้นแน่นอน

bookmark_borderบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ด้วยเทคนิคดีๆ

               จริงอยู่ที่การออกกำลังกายทำให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงหัวใจด้ดีขึ้น แต่เรื่องอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็สำคัญเพราะต่อให้คุณออกกำลังกายแค่ไหน แต่ยังใช้ชีวิตแบบผิดๆ หัวใจก็พังได้ นี่เป็นวิธีที่จะช่วยทำให้คุณมีหัวใจที่แข็งแรง ห่างไกลโรคหัวใจได้ไม่ยาก!

ลดปริมาณไขมัน…กินแต่พอดี
เพราะไขมันอิ่มตัวมีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด จึงควรลดปริมาณผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เค้ก คุกกี้ ขนมอบ และเบอร์เกอร์ที่ใช้ไขมันในปริมาณมาก และควรเปลี่ยนมาใช้ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก ถั่ว อโวคาโด น้ำมันปลา เช่น ปลาแซลมอนและปลาซาร์ดีน ฯลฯ ก็จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้

อย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเครียด
บอกลาความเครียดหาเวลาพักผ่อนเพื่อผ่อนคลายความเครียดบ้าง เพราะความเครียดไม่ได้ส่งผลต่อหัวใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพอื่นๆ ในร่างกายอีกด้วย ปลดปล่อยความเครียดด้วยการหากิจกรรมทำ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง เลี้ยงสัตว์ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้

เลิกบุหรี่…เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม
การเลิกบุหรี่เป็นหนึ่งในวิธีที่สำคัญที่สุดในการทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น เพราะการเลิกบุหรี่จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ โดยเฉพาะถ้าคุณเคยมีอาการหัวใจวายเฉียบพลัน การเลิกบุหรี่ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดซ้ำได้อีกด้วย

กินอาหารดี…มีประโยชน์
อย่างที่เรามักได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ไงล่ะว่า You are what you eat ได้เวลาบอกลาฟาสต์ฟู้ด หันมากินผักและผลไม้ให้มากขึ้น ลดอาหารที่มีน้ำตาล เพราะน้ำตาลที่ลดลงจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้เช่นกัน

บอกลาโซเดียม…ลดผลเสียต่อหัวใจ
เพราะโซเดียมส่งผลให้ร่ากายมีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง ซึ่งนั่นก็อาจจะส่งผลเสียต่อหัวใจของคุณได้ อย่าลืมนะว่าในแต่ละวันร่างกายควรได้รับโซเดียมในปริมาณไม่เกิน 6 กรัม/วัน

ออกกำลังกาย…ให้เลือดสูบฉีด
การออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที จะช่วยให้หัวใจทำงานดีขึ้น เพราะการออกกำลังกายทำให้เลือดสูบฉีดช่วยเพิ่มการทำงานของหัวใจ และยังช่วยลดระดับความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลในเลือดได้ด้วย