bookmark_borderระบบเผาผลาญเสีย หลังจากลดผิดวิธี

ระบบเผาผลาญเสีย หลังจากลดผิดวิธี ต้องทำยังไงเพื่อปรับระบบเผาผลาญตัวเองใหม่!

หลายๆคนเคยเจอปัญหาแบบนี้อย่างแน่นอนจากการที่ได้เลือกการลดน้ำหนักแบบวิธีผิดๆ อย่างกินยาลดความอ้วน กินน้อยเกินไป หรือ กินแล้วไปอาเจียนออก ซึ่งการลดน้ำหนักแบบวิธีแบบนี้จะส่งผลถึงระบบเผาผลาญคุณอย่างแน่นอน ระบบเผาผลาญของคุณจะพังและอาจจะเกิดโยโย่ น้ำหนักพุ่งสูงกว่าเดิมได้นะ เพราะฉะนั้นวันนี้เรามีวิธีที่จะช่วยปรับระบบเผาผลาญกลับมาให้ดีได้ และค่อยเริ่มกลับมาลดน้ำหนักแบบถูกวิธีกันอีกครั้งนะ… งั้นเราไปดูกันดีกว่าว่ามีวิธีอะไรกันบ้างที่จะกู้ระบบเผาผลาญให้ตัวเองใหม่

อย่าอดอาหารเกินไป เลือกกินให้เหมาะสม

การที่คุณเคยลดน้ำหนักมาผิดวิธีไม่ว่าจะเป็นวิธีใดๆ ก็ตามเพื่อนจะต้องกลับมากินเพื่อร่างกายสู่สภาวะปกติ โดยการเลือกกินในปริมาณที่เหมาะสม

เลือกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์

การที่ระบบเผาผลาญของคุณเกิดพังจากการลดน้ำหนักที่ผิด กินผิด หรือ วิธีใดๆก็ตามนั้นมีโอกาสสูงมากที่ร่างกายคุณจะเกิดอาหารโยโย่ และทำให้น้ำหนักเด้งสูงขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นถ้ารู้ตัวว่าตัวคุณลดน้ำหนักผิดวิธีมา ก็ต้องรีบปรับร่างกายโดยการเลือกกินอาหารที่ดีก่อนเลย เพราะการเลือกกินอาหารที่ดีจะช่วยทำให้คุณควบคุมแคลอรีได้ระดับหนึ่งและจะช่วยลดปัญหาการโยโย่ได้ด้วย การกินดีอย่างพวกแป้งดี โปรตีนและไขมัน ที่ดี ถึงน้ำหนักขึ้นอาจจะขึ้นเล็กน้อยกับการโยโย่ แต่อย่างน้อยการเลือกกินดีจะช่วยทำให้การกลับมาลดน้ำหนักของคุณไม่ยากจนเกินไป

อย่างดแป้งนะ 

เพราะการที่คุณลดน้ำหนักและระบบเผาผลาญพังไปแล้ว คุณต้องกลับมาปรับร่างกายให้สู่สภาวะปกติ เพราะฉะนั้นความคิดที่ลดแป้งเพื่อที่จะให้ผอมหรือลดน้ำหนักไวๆ นั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด เพราะมันไม่ควรทำ ทางที่ดีคุณยังต้องกินแป้ง แต่แค่พยายามเลือกกินแป้งดีเข้าร่างกายเพื่อสร้างความสมดุลให้กับร่างกายก่อนนั้นเอง และระบบเผาผลาญจะกลับมาทำงานได้อย่างปกติเร็วขึ้น

พยายามออกกำลังกายและเน้นการเล่นเวทเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ

การที่คุณจะกลับมามีระบบเผาผลาญได้ดีเหมือนเดิม สิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายนั้นก็คือ กล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญเราให้ทำงานได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นนอกจากการออกกำลังกายปกติอย่างคาร์ดิโอ เพื่อปรับสมดุลให้กับร่างกายให้มีระบบเผาผลาญปกติแล้ว การเล่นเวทเพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้กับร่างกายก็จำเป็นอย่างมาก เพราะยิ่งกล้ามเนื้อคุณมาก ร่างกายคุณก็จะเผาผลาญดีขึ้นไปด้วย

 

สนับสนุนโดย  ผลหวยยี่กี ล่าสุด

bookmark_borderเคล็ดลับการนอนหลับให้สนิท

ปัจจุบันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับการพักผ่อนกันสักเท่าไหร่ ยิ่งถ้าอยู่ในช่วงวัยทำงานยิ่งจะไม่ค่อยได้มีเวลานอนกันเลยก็ว่าได้ เพราะบางคนอาจมีการทำงานที่หนักจนเกินไป จนทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดการนอนพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ จนร่างกายของเราอาจก่อให้เกิดการเจ็บป่วยกันได้ง่าย หรือสำหรับบางคนอาจมีความเครียดจากการทำงานมาบ้าง หรือบางคนอาจจะเครียดจากการเรียนในแต่ละวัน

ซึ่งการที่จะนอนหลับให้สนิทและสบายที่สุดจึงยากสำหรับผู้คนเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตามการที่เรานอนไม่หลับ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่สามารถก่อให้เกิดโรคได้ ซึ่งโรคนั้นก็คือโรคนอนไม่หลับ ปัญหานี้ก็มักจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่มีความเครียดมาก ๆ และต้องมีการคอยเฝ้าระวังอาการอยู่ตลอดเวลา หากร่างกายของเรามีการขาดการนอนอย่างน้อยวันละ 5 ชั่วโมง

ก็อาจทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการเกิดโรคขึ้นได้ ดังนั้นควรใส่ใจกับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากใครที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรร่างกายถึงจะหลับสนิท ฉะนั้นเราจึงอยากแนะนำเคล็ดการนอนหลับพักผ่อนอย่างไรให้สนิท ร่างกายถึงจะไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคนอนไม่หลับ หรืออาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา และทำอย่างไรร่างกายถึงจะสดชื่นหลังจากตื่นนอน แล้วสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ร่างกายของคนเราต้องการการนอนหลับพักผ่อนให้อย่างเพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง ถึงจะเพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย การจะนอนให้หลับสนิทควรจะทำอย่างไร 

  • ทำร่างกายให้สบาย ๆ ผ่อนคลาย ๆ หายใจเข้าลึก ๆ ไม่ต้องคิดมาก อะไรที่ทำให้เราสามารถเกิดความเครียดได้ก็ไม่ต้องไปนึกถึงมัน
  • การทำสมาธิก่อนการเข้านอน การนั่งสมาธิสามารถทำให้ร่างกายมีความสงบลง ทำให้ไม่คิดมาก และยังช่วยให้สมองสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำให้เรานอนหลับสนิทได้อีกด้วย
  • ห้องนอน การตกแต่งห้องนอนให้มีความน่าอยู่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราสามารถนอนหลับได้สนิท  และมีความสบายทั้งอารมณ์ จิตใจ เป็นต้น เพราะหากเราแต่งเยอะจนเกินไปอาจทำให้เรารู้สึกอึดอัดก็ได้ ดังนั้นในห้องนอนควรจะมีต้นไม้สักต้นเพื่อให้ภายในห้องดูเป็นธรรมชาติ 
  • การเข้านอนตามเวลา การเข้านอนตามเวลาที่ตั้งไว้ก็เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เราทุกคนควรที่จะปฏิบัติตนเองเกี่ยวกับการเข้านอน เพราะหากวันไหนเราเกิดเข้านอนเร็ว แล้ววันถัดไปเกิดนอนไม่ตรงเวลาเดิมร่างกายอาจเกิดการสับสนได้ อย่างไรก็ตาม เราทุกคนก็ไม่ควรที่จะมองข้ามการนอนหลับพักผ่อน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ สำหรับร่างกายของเรา 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   เวปเจตใหม่

bookmark_borderวิธีแก้การนอนกรน

คุณเคยประสบปัญหานอนไม่หลับ รำคาญใจเพราะเสียงกรนจากคนนอนข้างๆหรือไม่ เวลากลางคืนเป็นเวลาแห่งการนอนพักผ่อน แต่การนอนพักผ่อนของเราอาจจะต้องถูกรบกวนและสะดุดหยุดลงได้ หากมีคนมานอนข้างๆ แถมคนที่นอนข้างๆยังนอนกรนอีก หรือเป็นตัวคุณเองนี่แหละที่ไปนอนกรนจนคนข้างๆรำคาญได้ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วจะมีวิธีการอย่างไรที่จะสามารถทำให้เรานอนสบายๆได้โดยที่ไม่ต้องทนนอนฟังเสียงกรนหรือต้องมาอดหลับอดนอนเพราะเสียงกรนนั้น

 

การนอนกรนเกิดจากการอุดกั้นของช่องทางเดินหายใจภายในร่างกายของเรา และการนอนกรนนี้แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ แบบธรรมดา กับแบบอันตราย การนอนกรนแบบธรรมดา เกิดจากการอุดกั้นของช่องทางเดินหายใจเพียงแต่บางส่วนเท่านั้น เมื่อมีการหายใจเข้า จะทำให้กล้ามเนื้อสั่นสะเทือนและทำให้เกิดเป็นเสียงกรนขึ้นมา ในแบบนี้ไม่มีอันตรายใดๆ แต่ถ้าเกิดการอุดกั้นช่องทางเดินหายใจแบบทั้งหมด จะทำให้อากาศไม่สามารถผ่านเข้าช่องทางเดินหายใจได้ ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งก็คือการนอนกรนแบบอันตรายนั่นเอง การนอนกรนแบบอันตรายควรได้รับการรักษา ไม่ควรปล่อยไว้ เพราะนอกจากจะทำให้หยุดหายใจขณะหลับแล้ว ยังส่งผลต่อร่างกายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ปวดหัวหลังจากตื่นนอน รู้สึกไม่สดชื่น มีอาการหลับใน ง่วงนอนตอนกลางวัน รวมไปถึงอาจก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น

วิธีแก้การนอนกรน

  1. เข้านอนให้ตรงเวลา ตื่นนอนให้ตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง นอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อคืน 
  2. งดการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน เช่น เบียร์ เหล้า ไวน์ เนื่องจากแอลกอฮอล์จะทำให้กล้ามเนื้อหย่อนตัวลง ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เกิดการอุดกั้นช่องทางเดินหายใจ
  3. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อ ยานอนหลับ หรือยาที่มีฤทธิ์กดประสาทก่อนนอน เพราะยาเหล่านี้จะไปทำให้กล้ามเนื้อหย่อนตัวลงเหมือนกับแอลกอฮอลล์
  4. งดการดื่มชา กาแฟ และการสูบบุหรี่ ในช่วงบ่ายหรือก่อนนอน เพราะสารคาเฟอีนในชา กาแฟ และสารนิโคตินในบุหรี่ จะทำให้นอนหลับไม่สนิท ทำให้การนอนไม่มีสิทธิภาพ แม้จะไม่ได้เกี่ยวกับการนอนกรนโดยตรง แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
  5. หากผู้ที่มีน้ำหนักหรือค่าดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐาน ต้องควบคุมอาหาร ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะไขมันส่วนเกินมีผลทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง อากาศจะผ่านเข้าช่องทางเดินหายใจน้อย

6.เปลี่ยนท่านอน เป็นท่านอนตะแคง เนื่องจากเคยมีงานวิจัยเปิดเผยว่าการนอนกรนมักเกิดในช่วงที่นอนหงาย เพราะเป็นท่าที่กล้ามเนื้อต่างๆในช่องคอ จะหย่อนตัวลงมาปิดช่องทางเดินหายใจได้มากกว่าท่าอื่น ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนท่านอนเป็นท่าตะแคง หรือหาหมอนมาหนุนหลังเพื่อให้ร่างกายอยู่ในท่านอนตะแคง 

  1. ใช้เครื่องอัดอากาศ (CPAP) เครื่อง CPAP มี 3 แบบ แบ่งใช้ตามตวามรุนแรงของอาการ การใช้เครื่องอัดอากาศจะสามารถรักษาผู้ที่นอนกรนแบบอันตรายได้ เนื่องจากการนอนกรนแบบอันตรายมีภาวะหยุดหายใจร่วมด้วย หากแค่เพียงทำตามข้อ 1-6 คงไม่อาจจะรักษาได้ แต่การจะใช้เครื่องอัดอากาศจะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์  
  2. การผ่าตัด ซึ่งวิธีการผ่าตัดจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุของการนอนกรนว่ามาจากโรคอะไร และการผ่าตัดมีหลายวิธีมาก ไม่ว่าจะเป็น การผ่าตัดไซนัส ผ่าตัดต่อมทอนซิล ผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์ เป็นต้น โดยแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยและลงความเห็นว่าควรทำการผ่าตัดวิธีใด

แม้การนอนกรนจะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็สร้างความรำคาญใจได้ และยังอาจเป็นการสัญญาณเตือนของการหยุดหายใจขณะนอนหลับได้อีกด้วย ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่ควรปล่อยไว้ ต้องรักษาให้ทันท่วงที

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยฮานอยเด็ดๆวันนี้

bookmark_borderปากแตกและแห้ง 

อาการที่เป็นริมฝีปากนั้นแห้งแตกนั้นไม่ชุ่มชื่นบางทีริมฝีปากเรานั้นก็แห้งแตกเป็นขุยถ้าเรานั้นเผลอไปแกะก็ยิ่งทำให้เป็นแผลจนเจ็บและก็จะหายได้ยาก อาการของแผลแห้งแตกนั้นก็มักจะเป็นกันบ่อยยิ่งหน้าหนาวนั้นก็จะเป็นกันเยอะ เมื่อเรานั้นทาลิปมันก็ยังเอาไม่อยู่ปากเรานั้นแห้งบ่อยๆนั้นเราต้องมาเช็คกันแล้วค่ะว่าแอบบอกสัญญาณเตือนอะไรเราบ้างหรือว่าเตือนเรื่องสุขภาพของเราอยู่หรือเปล่า ดังนั้นเราจึงจะมาบอกว่าเกิดจากอะไรบ้างและริมฝีปากที่ไม่ชุดชื้นนั้นบอกอะไรได้บ้างและมีวิธีแก้ให้หายนั้นได้ไหม 

ปากแห้งนั้นเกิดจากอะไรได้บ้าง 

อาการปากหรือว่าริมฝีปากนั้นแห้งเกิดขึ้นได้หลายอย่างโดยเฉพาะสาเหตุที่อยู่ใกล้ๆตัวที่ตัวเรานั้นมักจะทำอยู่เสมอ และเป็นประจำ  

  1. เริ่มจากที่ตัวเรานั้นเริ่มที่จะเลียริมฝีปากนั้นบ่อย เพราะเอนไซม์ในน้ำลายจะยิ่งทำให้ปากแห้งมากขึ้นได้ 
  2. การที่เรานั้นดื่มน้ำน้อยนั้นทำให้ร่างกายของเรานั้นขาดความชุ่มชื้นซึ่งเป็นอาการสาเหตุของการทำให้ปากนั้นแห้ง
  3. การที่เรานั้นอยู่แต่ในห้องแอร์นั้นมากเกินไปจึงทำให้ดึงเอาความชุ่มชื้นนั้นออกจากร่างกายเราและก็ทำให้ปากเรานั้นแห้งอีทั้งยังทำให้ผิวเรานั้นแห้งไปด้วย 
  4. เมื่อเรานั้นนอนอ้าปากหรือว่านอนกรน น้ำลายนั้นก็จะถูกผลิตลดน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้เรานั้นปากแห้งและคอแห้งเมื่อที่เรานั้นตื่นมา
  5. ติดลิปบาล์ม ถึงแม้ว่าการที่เรานั้นทาลิปบาล์มนั้นบ่อยจะช่วยได้แต่เมื่อในระยะที่ยาวนั้นจะทำให้ลิปนั้นดูดความชุ่มชื้นนั้นออกจากริมฝีปากได้ 
  6. สารเคมีบางอย่าง เช่นการที่เรานั้นทาลิปสติกนั้นก็อาจจะมีสารเคมีนั้นตกค้าง  สารเคมีในยาสีฟัน  สารเคมีน้ำยาบ้วนปาก ก็อาจจะทำให้ริมฝีปากของเรานั้นเกิดอาการแห้งแตกเป็นขุยได้เช่นกัน 

อาการที่ริมฝีปากของเรานั้นแห้ง แตกเป็นขุย  ไม่ยอมหายสักทีนี่เป็นอาการที่ส่องสัญญาณหรือว่าจะบ่งบอกว่าเรานั้นมีอาการเป็นอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า ริมฝีปากนั้นแห้งเกิดจากอะไรได้บาง 

  • ภาวการณ์ขาดน้ำ  ภาวการณ์ขาดน้ำในร่างกายนั้นเกิดจากการที่เรานั้นสูญเสียน้ำ และเกลือแร่บางชนิดที่มากเกินไปโดยภาวะที่เกิดจากการเสียน้ำได้แก่ ท้องเสียอย่างรุนแรง  ท้องร่วง ซึ่งทั้งนี้ของภาวการณ์ที่ขาดน้ำเรานั้นจะสังเกตได้ว่าอาการจะกระหายน้ำอย่างมาก ริมฝีปากนั้นเริ่มแห้ง ผิวนั้นแห้ง  เหนื่อยง่าย มีอาการปวดหัว เวียนหัวและเมื่อเรานั้นยังปล่อยทิ้งไว้นานนั้นร่างกายของเรานั้นจะขาดน้ำอย่างหนักมาก หรือการที่เราดื่มน้ำไม่เพียงพอ และจะทำให้เรานั้นมีโรคตามมา 

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

bookmark_borderควรที่จะเปลี่ยนวิธีในการที่เรากิน  เพื่อที่จะได้มีสุขภาพที่ดี  

ในเมื่อเรานั้นมีพฤติกรรมในการที่เรานั้นกินแบบผิดวิธีนั้นก็จะทำให้เรานั้นมีสุขภาพที่ไม่ดีและเป็นผลกระทบต่อร่างกายเพราะว่าเมื่อเรานั้นยังที่จะใช้ชีวิตแบบเดิมๆและการที่เรานั้นไม่เปลี่ยนตัวเองในการกินหรือเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นจะทำให้เรานั้นมีร่างกายที่แย่ในระยาว  การที่เรานั้นดูแลตัวเองตั้งแต่เริ่มนั้นเรานั้นจะได้มีสุขภาพที่ดี   แต่ถ้าเรานั้นไม่ดูแลเรื่องสุขภาพการกินนั้นเรานั้นจะมีร่างกายที่แย่ดังนั้นเราก็ควรที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมในการที่เรานั้นกินเพื่อที่เรานั้นจะได้มีสุขภาพที่ดี   

  1. การที่เรานั้นกินนั้นเรานั้นไม่ควรที่จะตามใจปากเพราะว่าจะทำให้เรานั้นมีสุขภาพที่เสีย  และโรคภัยนั้นจะมาเยือนร่างกายของเรานั้นเอง  ไม่ว่าจะเป็นโรคความดัน   ไขมัน  เบาหวาน  รวมไปถึงการที่เรานั้นจะเป็นโรคที่อ้วน  หรือว่า  การที่เรานั้นกินอาหารให้ครบ  5 หมู่  การที่เรานั้นกินแบบว่าตามใจปากนั้นแล้วถ้าเรานั้นอยากที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นเราก็ควรที่จะไม่กินขนมในระหว่างวัน  และเรานั้นก็ควรที่จะหยุดกินในเมื่อเรานั้นรู้สึกได้ว่าเรานั้นอิ่มเรานั้นก็ควรที่จะหยุดกินเพราะว่าถ้าเรานั้นยังที่จะตามใจปากนั้นก็จะทำให้เรานั้นเป็นอย่างเดิมคือเรานั้นจะมีโรคภัยนั้นมามากขึ้นเรื่อยๆ  
  2. การที่เรานั้นติดดูซีรี่     การที่เรานั้นนั่งดูหนังนั้นทำให้เรานั้นต้องมีของกินด้วยเพราะว่าการที่เรานั้นนั่งดูและไม่มีของกินนั้นเป็นเรื่องที่ยากหน่อย  เพราะว่าปากเรานั้นว่าง  ไม่ว่าจะเป็นขนม  หรือว่าน้ำอัดลมการที่เรานั้นนั่งดูและเรานั้นก็กินไปด้วย ดังนั้นเรานั้นก็ควรที่จะดูทีวีแล้วเรานั้นก็ควรที่เปลี่ยนจากกินขนมและเรานั้นก็ควรที่จะกินแค่น้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว  และเรานั้นก็ควรที่จะออกกำลังกายนั้นไปด้วย  เพื่อที่เรานั้นจะได้มีสุขภาพที่ดี 
  3. การที่เรานั้นไม่กินอาหารเช้า  การที่เรานั้นเป็นคนที่ไม่ยอมที่จะกินอาหารเช้านั้นเรานั้นก็  ควรที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมในการที่เรานั้นควรที่จะกินอาหารเช้า หรือว่าเรานั้นจะซื้ออาหารที่เป็นธัญพืชนั้นมาติดบ้านเอาไว้  เพราะว่าอาหารเช้านั้นเป็นอาหารที่เรานั้นต้องกินทุกวัน  เพราะว่าร่างกายของเรานั้นต้องการที่จะได้รับสารอาหารก่อนที่เรานั้นพลังงานในการที่เรานั้นต้องทำงาน    หรือว่าไม่อย่างนั้นเราก็ควรที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อที่มาทำอาหารเช้ากิน   

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

bookmark_borderทำอย่างไรให้ผิวของเรายังสวยใสได้ตลอดหน้าร้อน

      เชื่อว่าอะไรคนคงมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการดูแลผิวพรรณในช่วงหน้าร้อนนี้เพราะส่วนมากมักจะต้องเผชิญกับแดดที่มีความร้อนแรงดังนั้นหลายคนจึงพบปัญหาว่าผิวพรรณหมองคล้ำ  บางคนมีฝ้าขึ้นที่ใบหน้าดังนั้นวันนี้เราจะมาหาวิธีการดูแลผิวพรรณของเราให้รอดอาการหมองคล้ำและผ่านพ้นฝ้าพี่ขึ้นไปหน้าในช่วงหน้าร้อนนี้ไปให้ได้ ส่วนวิธีการดูแลผิวพรรณที่ดีนั้นควรจะต้องทำอย่างไรบ้างเรามาดูกันค่ะ

            สำหรับการดูแลผิวพรรณมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง ไม่หมองคล้ำและไม่มีฝ้านั้นสามารถที่จะทำได้ตลอดเวลาซึ่งโดยปกติแล้วการดูแลผิวของเราให้มีความสวยงามและสดใสไม่หมองคล้ำนั้นอันดับแรกก็ต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่ทำให้ผิวของเราหมองคล้ำหรือเกิดฝ้าได้ง่ายนั้นเกิดมาจากสาเหตุอะไรซึ่งน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าเกิดมาจากแสงแดดดังนั้นสิ่งที่เราทำได้เพื่อเป็นการปกป้องผิวของเราก็คือการหลบเลี่ยงแสงแดดและวิธีการที่หลบเลี่ยงแสงแดดได้ดีนั่นก็คือการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดซึ่งอันนี้เป็นการดูแลผิวพรรณได้ในระดับหนึ่งดังนั้นก่อนออกจากบ้านทุกครั้งเมื่อหลังจากที่มีการอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เราควรจะมีการทาครีมกันแดดครั้งที่ใบหน้าและลำตัวและที่สำคัญเราไม่ควรที่จะออกแดดเป็นระยะเวลานานๆหรือถ้าหากหลีกเลี่ยงได้ควรไม่ออกแดดเลยแต่ถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆก็ควรหาอุปกรณ์ป้องกันไม่ว่าจะเป็นลมหรือหมวกการใส่เสื้อคลุมเพื่อไม่ให้แสงแดดโดนตัวเราโดยตรงก็จะช่วยได้ระดับหนึ่งและเมื่อกลับมาพักผ่อนที่บ้านในช่วงเวลาเย็นเราควรจะหาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวครีมบำรุงต่างๆ

เพื่อมาดูแลผิวพรรณเราในช่วงเวลาเย็นหลังจากที่ตลอดทั้งวันเราต้องไปเผชิญกับแสงแดดอันร้อนแรงมาแล้ว ซึ่งก่อนที่เราจะพาผิวของเรานั้นเราควรจะหาผลิตภัณฑ์ขัดผิวขัดผิวและคราบไขมันของเราที่อาจจะสะสมตามร่างกายในช่วงระหว่างวันให้ออกพื้นที่ผิวของเราจะได้ใสสะอาดรวมถึงเป็นการบำรุงผิวของเราไปในตัว สำหรับการขัดผิวนั้นเราควรจะใช้การขัดผิวอาทิตย์ละเพียงแค่ 2-3 ครั้งเท่านั้นก็พอเพราะทหารทำทุกวันจะทำให้ผิวของเราบอบบางจนเกินไปที่สำคัญในการดูแลผิวใบหน้าของเราไม่ให้เกิดฝ้าหรือรอยหมองคล้ำนั้น การแต่งหน้าก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน

ยิ่งเฉพาะในช่วงหน้าร้อนเราไม่ควรแต่งหน้าหนาจนเกินไปเพราะการแต่งหน้าหนาแน่นหมายถึงว่าเราจะต้องมีการรองพื้นในปริมาณมากซึ่งจะมีผลต่อใบหน้าของเราเพราะรองพื้นจะไปอุดตันที่ผิวทำให้เรามีสิวเกิดขึ้นได้แล้วยิ่งระหว่างวันอากาศร้อนเหงื่อก็ออกหากใครยังคงแต่งหน้าแบบหนาเตอะแล้วก็รับรองได้เลยว่าทั้งสิวทั้งฝ้าจะพากันเดินขบวนพาเหรดมาที่หน้าของคุณเลยทีเดียวดังนั้นช่วงหน้าร้อนในทางที่ดีเราควรแต่งหน้าแบบบางๆเพื่อให้ผิวหน้าของเราได้รับออกซิเจนเข้าไปที่ใบหน้าจะช่วยให้เราไม่เกิดสิวอุดตันที่ใบหน้า

และไม่เกิดฝ้าได้อย่างแน่นอน และที่ขาดไม่ได้เลยในการดูแลผิวพรรณเพิ่มอีกหนึ่งอย่างก็คือเราควรอาบน้ำเย็นไม่ควรอาบน้ำร้อนในช่วงหน้าร้อนเพราะจะทำให้ผิวหนังของเราเหี่ยวย่น การที่เราอาบน้ำเย็นนั้นจะช่วยในเรื่องของการกระชับรูขุมขนได้ดีทีเดียวดังนั้นหากเราต้องการรักษาสภาพผิวตัวและผิวหน้าของเราให้ดีสวยและไม่หมองคล้ำก็อย่าลืมทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ดูนะคะ

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยหุ้นไทย

bookmark_borderหากต้องการลดน้ำหนักการลดอาหารเช้าดีจริงหรือไม่

          สำหรับสาวๆที่กำลังต้องการหาสูตรลดความอ้วนนั้นปกติแล้วก็จะหาสูตรตามที่เพื่อนบอกหรือว่าดูจากทางอินเทอร์เน็ตก็ส่วนใหญ่ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าปกติและอาหารเช้านั้นมีประโยชน์ควรจะกินอาหารเช้าให้อิ่มๆเพื่อที่ได้มื้อต่อไปเราจะได้ลดปริมาณการกินที่ลดลงอาหารเช้าที่เรากินเข้าไปนั้นจะช่วยให้ระบบการทำงานในช่วงสายจนถึงเย็นของเราทำงานได้มีประสิทธิภาพในขณะที่อาหารเย็นนั้น

ควรจะลดปริมาณลงกินให้เหลือเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้นแต่อย่างไรก็ตามกับมีสูตรต่างๆมากมายที่มีแชร์กันอยู่ในโลกของอินเตอร์เน็ตกำหนดให้การกินอาหารเช้านั้นกินเพียงน้อยนิดก็พอ มีสูตรหลายสูตรมากในการที่จะให้ลดอาหารเช้าอย่างเช่นสูตรการลดน้ำหนักของ I F ที่มีการระบุให้กินอาหารแค่เพียง 1 มื้อเท่านั้นโดยให้งดอาหารตั้งแต่ 8:00 นเป็นต้นไปหลังจากนั้นก็ไม่ต้องกินอาหารอีกเลยรวมถึงการงดกินอาหารเช้าด้วยเช่นกันแล้วมากินอีกทีเป็นอาหารเที่ยงซึ่งการกินวันละ 1 มื้อแบบของ AIS นั้น

หลายคนได้รับผลในการลดน้ำหนักอย่างดีเยี่ยมซึ่งทุกคนมองว่าหากเราสามารถควบคุมการกินของตนเองให้กินวันละ 1 มื้อได้ในช่วงแรกๆอาจจะส่งผลทำให้ร่างกายรู้สึกหิวโหยแต่เมื่อนานๆไปเกิน 1 อาทิตย์จะทำให้ร่างกายเริ่มรู้สึกชินกับการไม่ต้องกินอาหารเช้าและหลังจากนั้นก็จะสามารถทำให้น้ำหนักลดลงได้ซึ่งที่จริงแล้ววิธีการทำเช่นนี้

ทำให้น้ำหนักลดลงจริงๆเช่นเดียวกันแต่ว่า การที่เราลดอาหารเช้านั้นเราก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอื่นๆตามมาเช่นระบบหัวใจทำงานล้มเหลวหรืออาจจะเป็นโรคเบาหวานได้และยังส่งผลในเรื่องของระบบเผาผลาญภายในร่างกายดังนั้นการที่เราจะใช้วิธีลดน้ำหนักแบบไอเอฟก็ไม่ใช่วิธีการที่จะถูกต้องเสียทีเดียวหากเราต้องการใช้วิธีการนี้ควรจะใช้การกินอาหารเช้าและอดยาวไปจนถึงช่วงกลางคืนต่อเนื่องมากินเช้าอีกวันหนึ่งแบบนี้น่าจะได้ประโยชน์จากการลดน้ำหนักได้มากกว่าเพราะแน่นอนว่าอย่างที่เราบอกกันไปแล้วว่าอาหารกลางวันและอาหารเย็นนั้นเราสามารถลดปริมาณการกินลงได้

ซึ่งการลดน้ำหนักแบบไอเอฟนั้นไม่ได้มีการระบุไว้ว่าเราไม่สามารถทานอะไรได้เลยเราอาจจะมีการทานได้เล็กน้อยที่เป็นอาหารที่ให้พลังงานแคลอรี่ต่ำและกินแค่เพียงน้อยเพื่อให้กระเพาะได้รับอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงนิดหน่อยก็พอ ซึ่งสูตรการกินอาหารแค่มื้อเดียวแต่เป็นการรับประทานอาหารเช้านั้นเชื่อว่าคุณยังจะได้รับประโยชน์จากอาหารเช้าได้มากกว่าการงดอาหารเช้าแล้วไปกินอาหารเที่ยงแน่นอนเพราะเมื่อคุณได้กินอาหารเช้าเข้าไปมันจะเป็นการเติมพลังให้กับร่างกายของคุณซึ่งสารอาหารจะไปช่วยทำให้ร่างกายของคุณกระปรี้กระเปร่าและคุณจะมีจิตใจที่สดใสร่าเริงตามมาอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  รวมเว็บหวยออนไลน์

bookmark_borderทำยังไงดีถ้าเราตดเยอะตดบ่อย

           หากพูดถึงเรื่องของการตดเชื่อว่าทุกคนต่างก็เคยตดด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งบางคนอาจจะตดเมื่ออยู่คนเดียวหรือบางคนอาจจะมีการตดพร่ำเพรื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นก็ไม่สามารถระงับได้จำเป็นต้องตดและโดยปกติแล้ว หากเราตรวจตรงบริเวณที่มีคนอยู่เยอะๆจะสร้างความอับอายให้กับเราเป็นอย่างมากดังนั้นหลายคนจึงต้องการหาวิธีการป้องกันหากกรณีที่ไม่สามารถอดทนได้จำเป็นต้องตดต่อหน้าคนนั้นควรจะต้องทำอย่างไร 

         การตดเราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการผายลม   สาเหตุที่มีการผายลมออกมานั่นก็เพราะว่าในท่อทางเดินอาหารของเรามีแก๊สแก๊สชนิดนี้ถูกผลิตมาจากแบคทีเรียหรือยีสต์โดยแก๊สชนิดนี้จะมีการปล่อยออกมาทางทวารหนักซึ่งโดยปกติแล้วมักจะมีกลิ่นเหม็นมีเสียงที่ดังซึ่งเราเรียกการปล่อยแก๊สชนิดนี้ออกมาจากทางทวารหนักว่าเป็นการตด   โดยปกติแล้วคนเราจะมีการปลดเฉลี่ยตะวันอยู่ที่ 0.5 ถึง 1.5 ลิตร ซึ่งโดยปกติแล้วการตดมักจะไม่มีกลิ่นยกเว้นว่าเรามีการกินเนื้อสัตว์กินพืชเข้าไปจึงจะส่งผลให้เราก็ตดออกมาแล้วจะมีกลิ่น 

การที่เราตดนั้นเกิดจากสาเหตุที่เรากินอาหารที่มีพอลิแซ็กคาไรด์ค่อนข้างสูงซึ่งสารอาหารเหล่านี้ได้แก่นม   มันเทศ บล็อกโคลี่ถั่วกะหล่ำปลีหรือแม้แต่ขนมปังและยังมีอื่นๆอีกมากมายดังนั้นถ้าหากเราไม่อยากจะปลดหรืออยากจะคบให้น้อยลงและไม่มีกลิ่นเหม็นเราจึงควรมีการเลือกกินอาหารหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพอลิแซคคาไรด์ในปริมาณสูงเช่นเราต้องงดกินไข่  มดกินเนื้อ  มีกินผักประเภทกะหล่ำปลีหรือบล็อกโคลี่ที่สำคัญต้องงดกินถั่ว     และที่สำคัญควรงดกินอาหารที่มีไขมันสูงเพราะอาหารประเภทนี้มักจะอยู่ในท้องเรานานเนื่องจากมีการย่อยญาติซึ่งในระหว่างที่มันมีดีมีท้องของเรานี่เอง

และที่เหลือก็จะไปทำปฏิกิริยาทำให้เกิดแก๊สซึ่งจะทำให้เราถ่ายออกมาแล้วมีกลิ่นเหม็นได้ไปที่สำคัญการที่เรากินอาหารที่ค้างคืนเลยเอาไปแช่ในตู้เย็นแล้วเอากลับมาอุ่นกินหน่อยนั้นก็ทำให้เราสามารถตดบ่อยได้ด้วย   อีกสิ่งหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เร็วจนเกินไปหรือดื่มน้ำเร็วจนเกินไปเพราะระหว่างนี้หากตอนเราที่เรากินน้ำเร็วๆนั้นลมจะเข้าไปในปากซึ่งจะส่งผลให้เราตดได้ดังนั้นเราควรมีการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดและเขียวช้าๆจะทำให้อากาศเข้าไปในป่าของเราได้น้อยและทำให้เราไม่ค่อยตด

             มีคำว่าเหตุผลของการที่เราตดนั้นมีมากมายหลากหลายแบบดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องดูแลใส่ใจตัวเองให้มากหากเกรงว่าไปอยู่ในที่ที่มีคนเยอะๆจะไม่สามารถควบคุมไม่ให้ตนเองตกได้หลักๆเลยก็คือการที่มีลมเข้าไปในท้องเรากินอาหารที่ทำให้ย่อยยากซึ่งจะส่งผลให้เด็กเตรียมทำงานได้นานขึ้นและทำให้เรามีแก๊สที่จะถูกปล่อยออกมาทางทวารทำให้เกิดเป็นตดได้เอง

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออมสิน

bookmark_borderไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2019

เรื่องราวเกี่ยวกับ ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2019

ตอนนี้ประเทศไทยของเรานอกจากเรื่องค่าฝุ่น PM 2.5 ที่ทำลายสุขภาพของเราแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่น่ากลัวนั่นก็คือเรื่องของเชื้อไวรัสโคโรน่า ที่กำลังคร่าชีวิตทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ไวรัสโคโรน่าหรือไวรัสอู่ฮั่น เป็นเชื้อโรคที่ระบาด จากเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย  ประเทศจีน จริงๆแล้วเชื้อไวรัสชนิดนี้เราตรวจเจอพบว่ามันอยู่ในสัตว์จำพวกค้างคาวที่อยู่ในป่า หลายคนสงสัยแล้วมันมาสู่คนได้อย่างไร จากการถอดรหัสพันธุกรรมในงูที่กินค้างคาวเข้าไป ทำให้เรารู้ว่า งูเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่พอกินค้างคาวที่มีเชื้อไวรัสโคโรน่าเข้าไป

เชื้อไวรัสจะไปทำปฏิกิริยากับเลือดของงูและพัฒนาตัวเองจนกลายพันธุ์เป็นเชื้อโรคใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม เมื่อคนเรากินงูที่มีเชื้อเข้าไปจึงทำให้ติดเชื้อโรคนั้นขึ้น สำรวจแหล่งแพร่เชื้อโรคที่ตลาดขายของทะเลและสัตว์แปลกอู่ฮั่นพบว่ากลุ่มที่ติดเชื้อกลุ่มแรกๆคือคนงานและลูกค้าที่ซื้อสัตว์เหล่านั้นไปกิน 

ความน่ากลัวของโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019

ก็คือสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้อย่างรวดเร็ว โดยผ่านทางการสัมผัสน้ำมูก , น้ำลาย , เสมะของผู้ป่วย หรือแม้กระทั่งทางอากาศ ถ้าอากาศมีเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่จากคนป่วยที่ไอและจามออกมา แล้วบังเอิญเราหายใจเข้าไปเราก็สามารถติดเชื้อโรคไวรัสโคโรน่าได้เช่นกัน

อาการของผู้ที่ติดเชื้อ  หลังจากรับเชื้อโรคไปแล้วจะใช้เวลาบ่มเพาะในร่างกายคนเราประมาณ 2 สัปดาห์ ถึงเริ่มแสดงอาการออกมา เแรกๆจะมีอาการคล้ายคนเป็นหวัด คือ มีไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจติดขัด และถ้าไข้ขึ้นสูง เกินจาก 38 องศาขึ้นไป จะเกิดความรุนแรงจนลุกลาม จนปวดอักเสบ ไตวาย และเสียชีวิตลงในที่สุด แต่ในคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำ อย่างพวกเด็กเล็ก หรือคนสูงอายุ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่เป็นโรคเบาหวาน ความดัน คนพวกนี้ส่วนใหญ่เมื่อได้รับเชื้อเข้าไป เชื้อจะลุกลามแพร่ขยายไปทำลายเนื้อเยื่อต่างอย่างรวดเร็ว ถ้ารู้ตัวช้าไปรักษาที่โรงพยาบาลไม่ทันโอกาสเสียชีวิตมีสูงมาก

วิธีป้องกันการติดเชื้อทำได้โดย ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น, รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ , นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ , ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่หรือแอลกอฮอล์ล้างมือ , กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ , ไม่กินเนื้อสัตว์ดิบ , หลีกเลี่ยงไปแห่งที่คนพลุกพล่าน , สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาออกไปที่สาธารณะ , งดการเดินทางไปประเทศที่เป็นพบผู้ติดเชื้ออยู่เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะประเทศจีน ,  เมื่อรู้สึกไม่สบายติดต่อกันหลายวันอย่านิ่งนอนใจรีบไปรักษาที่โรงพยาบาลทันที

 

สนับสนุนโดย ชุดตรวจ hiv

bookmark_borderจะทราบได้อย่างไรว่าเราเริ่มแก่ลงแล้ว

จะทราบได้อย่างไรว่าเราเริ่มแก่ลงแล้ว
รายงานการศึกษาชิ้นใหม่ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 13 เดือนมกราคม ในนิตยสาร Nature Medicine โดยนักค้นคว้าของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่มุ่งศึกษาเล่าเรียนเชิงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนการชราภาพของผู้คนในระดับโมเลกุล หาคำตอบว่า เพราะเหตุใดมนุษย์เราแต่ละคนก็เลยมีขั้นตอนการแก่เฒ่าเร็วช้าแตกต่างกัน ?

และยังวางเป้าไว้เพราะว่าวันหนึ่งพวกเราจะสามารถแทรกแซงหรือสร้างผลต่อกระบวนการที่ว่านี้ได้ โดยอาศัยตัวยาหรือการเปลี่ยนแปลงแบบการใช้ชีวิตที่สมควร

นักค้นคว้าได้ติดตามศึกษากลุ่มตัวอย่างอายุ 34 ถึง 68 ปี ปริมาณ 43 คน เป็นเวลาสองปี โดยเก็บเนื้อเก็บตัวอย่างเลือดและก็อุจจาระเพื่อเรียนสารเคมีที่ช่วยระบุ หรือ biomarkers ของร่างกาย

หมอรู้มานานแล้วว่าเมื่อมนุษย์เราชราลงนั้น ระดับของสารบ่งชี้บางสิ่งจะแปรไป ดังเช่น มีคอเลสเตอรอลสูงมากขึ้น ลักษณะการทำงานของจุลชีวะบางสิ่งบางอย่างในระบบไส้มากขึ้น รวมถึงมีไขมันรวมทั้งโปรตีนต่างๆ มากยิ่งขึ้นด้วย

รวมทั้งจากการศึกษาเรียนรู้ในครั้งนี้นักค้นคว้าชี้ว่า มนุษย์เรามีลักษณะหรือลักษณะของความแก่ที่แสดงออกหรือสะท้อนให้มองเห็นได้ขั้นต่ำ 4 ด้าน หรือ 4 หนทาง ซึ่งมิได้จำกัดเฉพาะเพียงแค่ใบหน้าหรือผิวพรรณที่เหี่ยวย่นแค่นั้น

หน้าต่างที่ช่วยสะท้อนกรรมวิธีการชราภาพดังกล่าวข้างต้น คือ

– วิธีการย่อยของกินและก็เผาผลาญพลังงาน

– ระบบภูมิต้านทานของร่างกาย

– แนวทางการทำงานของตับ

– รูปแบบการทำงานของไต

อย่างเช่น คนที่มีขั้นตอนเผาผลาญของร่างกายเสื่อมโทรม ก็ได้โอกาสเป็นโรคโรคเบาหวาน ผู้ที่มีจุดอ่อนในระบบภูมิต้านทานก็จะติดเชื้อโรคหรือมีอาการป่วยด้วยโรคต่างๆได้ง่าย ส่วนคนที่มีความอ่อนแอของตับแล้วก็ไตก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคกลุ่มนี้ นำมาซึ่งการทำให้สุขภาพกายถูกบ่อนทำลายรวมทั้งทำให้เกิดการลดน้อยของภาวะสังขารโดยรวม ฯลฯ

อย่างไรก็แล้วแต่ ทีมงานวิจัยชี้แจงว่ามนุษย์เราแต่ละคนจะมิได้ถูกจำกัดว่าควรจะมีหนทางหรือขั้นตอนการของความชราภาพเพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่งแค่นั้น เนื่องจากว่าบางบุคคลอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีทางของความเสื่อมถอยของสังขารมากยิ่งกว่าหนึ่งได้

แม้กระนั้นทีมงานนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดก็พูดว่า ถ้าหากพวกเรารู้รวมทั้งรู้เรื่องเกี่ยวกับแบบอย่างความเสื่อมถอยของพวกเราว่าเกิดขึ้นและแสดงออกผ่านทางช่องใด หัวข้อนี้บางทีอาจมีประโยชน์และจะเป็นช่องทางให้พวกเราสามารถอุตสาหะเข้าไปควบคุมจัดแจง เปลี่ยนแปลง หรือพากเพียรชะลอขั้นตอนชราภาพที่ว่านี้ได้

นักวิทยาศาสตร์หวังว่าข้อมูลแล้วก็วิชาความรู้ที่กำลังจะได้จากการเล่าเรียนเพิ่มเกี่ยวกับกลไกของความแก่เฒ่ารวมทั้งต้นสายปลายเหตุที่มานี้ จะช่วยทำให้สามารถดีไซน์ขั้นตอนการเพื่อชะลอความแก่ที่สมควรสำหรับแต่ละบุคคลได้ในท้ายที่สุด