bookmark_borderอาการปวดท้องประจำเดือน ที่เราไม่ต้องกินยา 

อาการที่เราเกิดปวดท้องประจำเดือนที่เราต้องเจอกันอยู่แล้วทุกเดือนนั้นเป็นเรื่องที่เบื่อมาก  เพราะว่าอาการของคนแต่ละบุคลนั้นไม่เหมือนกันว่าต้องอะไรบ้าง  แต่ว่าอาการที่เราปวดท้องนั้นเราจะมีวิธีอื่นที่ไหมที่เราไม่ต้องกินยา  เพราะว่าการที่เรากินยาบ่อยๆนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ดีมาก  เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราไม่อยากที่จะกินยา  เพราะว่าการที่เรากินยาบ่อยส่วนตัวนั้นเราคิดว่าจะเป็นการที่เรากินเพื่อที่จะบ่อย  และทำให้เรานั้นเกิดอาการดื้อยา 

เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าเราปวดนั้นเราก็หยิบยาขึ้นมากินในช่วงทีแรกนั้นอาการที่เรากินยาก็อาจจะช่วยให้เรานั้นไม่รู้สึกว่าเราปวดได้  แต่พอทิ้งระยะมาสักพักนั้น อาการที่เราปวดเหมือนว่าจะไม่หายโดยเป็นการที่เราเพิ่มยาที่เรากินนั้นเข้าไปอีก  จากที่เราเคยกินแค่เม็ดเดียวก็จะกลายมาเป็นสอง สามเม็ด  จากนั้นอาการที่เราปวดก็ไม่ทุเราลงได้ 

  เพราะว่าอาการที่เราปวดนั้นเราเป็นหลายวันไม่ได้เป็นแค่วันเดียวแล้วหาย  และก็เจอเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำๆบ่อยๆ จนทำให้เราเกิดอาการดื้อยาในที่สุดนั่นเอง  ซึ่งในวันนี้เราจะมาบอกวิธีในการที่เราไม่ต้องกินยาบ่อยๆหรือว่าทุกเดือนนั่นเอง  

            การที่เราออกกำลังกาย ในการที่เราออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยได้ส่วนใหญ่คนที่คิดว่าการที่เราออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องที่เราคิดว่าการออกกำลังกายนั้นจะทำให้เราเกิดอาการหน้ามืด ดังนั้นเราสามารถที่จะเลือกได้อย่างเช่นการที่เราเลือกที่จะเดินออกกำลังกายหรือว่าเล่นโยคะในท่าที่ง่ายเพราะว่าการที่เราได้ออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องที่เราสามารถที่จะให้อารมณ์ของเรานั้นช่วยผ่อนคลายและยังช่วยในเรื่องของการที่เรามีอาการที่จะปวดท้องประจำเดือนนั้นอีกด้วย  

              การประคบร้อน   การที่เราประคบร้อนนั้นเป็นเรื่องที่เรานั้นรู้ดีว่าการประคบร้อนหรือว่าการที่เรานั้นเอากระเป๋าน้ำร้อนนั้นช่วยประคบจะทำให้อาการที่เรานั้นปวดท้องนั้นจะหายได้เป็นอย่างดี  และการที่เราประคบร้อนนั้นจะทำให้ร่างกายของเรานั้นที่รู้สึกว่าเกิดอาการปวดตึงตามร่างกายนั้นจะทำให้ดีขึ้นนั่นเอง   

              กินน้ำอุ่นหรือว่าน้ำร้อน  นอกจากการที่เรากินน้ำอุ่นนั้นจะช่วยให้เรานั้นลดอาการปวดท้องนั้นได้ แต่ว่าการที่เรากินของร้อนนั้นไม่ใช่ว่าเราจะกินพวกกาแฟร้อน  ชาร้อนอะไรอย่างนี้นะเราก็ควรที่จะกินเป็นน้ำอุ่น ดีที่สุดเพราะว่าการที่เรากินพวกกาแฟนั้นเป็นมีสารกาเฟอีนที่จะช่วยในเรื่องของการขับให้เราเข้าเข้าน้ำบ่อย  ดังนั้นเราก็ควรที่จะเลือกการกินเป็นน้ำอุ่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดนั่นเอง 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ซื้อหวยออนไลน์ เว็บไหนดี

bookmark_borderการที่เราดูแลสุขภาพเท้า

ในการที่เรามีกลิ่นเท้าเราก็จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เราคิดว่าหน้าอายและอีกอย่างการที่เราจะเดินไปหาใครหรือว่าเราเข้าไปพูดคุยกับใครก็จะเป็นเรื่องที่ทำให้คนที่อยู่ใกล้รู้สึกอึดอัดอย่างมากนั่นเองเพราะว่าการที่เรามีกลิ่นเท้าทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากที่จะเข้ามาพูดคุยกับเราเพราะว่ากลัวจะได้กลิ่น

        การที่เราดูแลรักษาในเรื่องของกลิ่นเท้า  เริ่มจากการที่เราโละรองเท้าใหม่เลยค่ะ  ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าหรือว่าถุงเท้านั่นเอง  จากนั้นเราก็เริ่มจากการที่เรากลับมาจากที่จะทำงานเอามะกรูดฝานแช่น้ำเพื่อที่จะแช่เท้า  เพราะว่าการที่เราแช่เท้าก็จะช่วยให้เรารู้สึกสบายและผ่อนคลาย  และยังทำให้ไม่มีกลิ่นเท้าอีกด้วยนั่นเอง  ดังนั้นเราก็ควรที่จะแช่เท้าอย่างน้องสัก 15 นาทีนั่นเอง   และหลังจากนั้นเราก็ควรที่จะเช็ดเท้าให้แห้ง ก่อนที่เราจะใส่รองเท้าหรือว่าถุงเท้าอีกครั้งนั่นเอง  และเมื่อถึงเวลาเราก็ควรที่จะซักถุงเท้าของเราให้สะอาดเพราะว่าการที่เราซักถุงเท้าของเราสะอาดก็จะเป็นเรื่องที่ดีและก็ไม่ทำให้เราไม่มีกลิ่นเหม็น  

และเมื่อการที่เราใส่ถุงเท้าก็ควรที่จะใส่วันละคู่เพราะว่าการที่เราใส่ถุงเท้าวันละคู่และก็ไม่ควรที่จะใส่ซ้ำกันเพราะว่าถุงเท้ามีเหงื่อเวลาที่เราใส่ถึงแม้ว่าเวลาใส่ถุงเท้าเราจะไม่เปื้อนกับพื้นนั้นก็ตาม  เราก็ไม่ควรที่ใส่ซ้ำนั่นเองเพราะว่าเหงื่อของเราจะมีเชื้อแบคทีเรียนั่นเอง   หรือไม่อย่างนั้นเราก็ควรที่จะเปลี่ยนถุงเท้าใหม่บ่อยๆก็เป็นเรื่องที่สามารถที่จะช่วยได้นั่นเอง   

    การที่เราใส่รองเท้า   

เราไม่ควรที่จะใส่รองเท้าในคู่เดิมเป็นเวลาทุกวันเราควรที่จะเพราะว่าในการที่เราใส่รองเท้าคู่เดิมบ่อยเพราะว่าอาจจะทำให้เกิดการเปียกจากเหงื่อนั่นเอง  หรือว่ารองเท้าของโดนน้ำอย่างนี้เป็นต้นเราควรที่จะปล่อยเอาไว้ให้แห้งก่อนนั่นเอง   

และเราก็ควรที่จะซักรองเท้าอย่างเช่นสองอาทิตย์ซักทีเพราะว่าการที่เราซักรองเท้าและตากให้แห้งก็จะช่วยได้นั่นเองเพราะว่าการที่เราใส่รองเท้าโดยที่เราไม่ซักอาจจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นนั่นเอง  ดังนั้นเราควรที่จะหันมาทำความสะอาดรองเท้าของเราด้วย   

เรื่องของกลิ่นเท้าไม่ใช่เรื่องที่เป็นปกติเพราะว่าเมื่อไหร่ที่เราใส่รองเท้าผ้าใบหรือว่ารองเท้าหุ้มส้นจะมีกลิ่นเราต้องรู้จักเรื่องของการที่จะทำความสะอาดเท้าของเราด้วยเพราะว่าเมื่อไหร่ที่เท้ามีกลิ่น  เราก็ต้องเจอกับการที่เราต้องรับกลิ่นและเพื่อนร่วมงานอาจจะหายไป

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์

bookmark_borderชนิดของอาการท้องเสีย  

อาการท้องเสียนั้นเป็นที่เรารู้จักอยู่แล้วว่าเกิดจาการที่เรากินอาหารไม่ถูกต้องหรือว่าเลือกกินอาหารที่ไม่สุขนั่นเองจึงทำให้เรานั้นเกิดอาการท้องเสียขึ้นมานั่นเอง  ส่วนอาการท้องเสียนั้นเราสามารถที่จะเลือกแบ่งเป็นสองชนิดนั้นก็คือ 

         ท้องเสียแบบเฉียบพลัน อาการท้องเสียแบบเฉียบพลันนั้นเกิดมาจากการที่เรากินอาหารที่ไม่สุข หรือว่าไม่สะอาด  หรือว่าในอาหารนั้นมีการปนเปื้อนสารอาหารต่างๆที่ทำให้เราเกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรียนั่นเองหรือว่ามีอาการที่เรารู้สึกว่าเรานั้นเครียดมากเกินไปนั้นก็สามารถที่จะทำให้เราเกิดอาการท้องเสียได้เหมือนกัน รวมไปถึงการที่เรากินน้ำที่ไม่สะอาดนั้นก็สามารถที่จะทำให้เรานั้นเกิดอาการท้องเสียได้  อาการที่เราท้องเสียเราสามารถที่จะมีอาการปวดท้อง  หรือว่าบางรายนั้นก็อาจจะมีอาการอาเจียน เวียนหัว  แต่ว่าอาการท้องเสียแบบเฉียบพลันนั้นจะเป็นอยู่หนึ่งถึงสองวันหรือว่าไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ 

       อาการท้องเสียแบบเรื้อรัง   อาการนี้เกิดมาจากการที่เรากินอาหารอะไรนั้นก็รู้สึกว่ามีความปรวนแปรในระบบอาหาร  หรือว่าลำไส้  หรือว่าเกิดมาจากการที่เรากินอาหารหรือว่าสิ่งที่เราปรุงเข้าไปในอาหารนั่นเองแต่ว่าอาการนี้นั้นจะเป็นแล้วแต่ละบุคล  

                  การที่เราดูแลตัวเองเมื่อเราเกิดอาการท้องเสีย  

ในการที่เราเกิดอาการท้องเสียนั้นเมื่อเราอยู่คนเดียวเราสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองนั้นได้เพราะว่าอาการท้องเสียนั้นเราสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้  ถ้าอาการของเรานั้นไม่รุนแรงมากนักเราก็ไม่ควรที่จะกินยาเพราะว่าการที่เรากินยาจะทำให้ร่างกายของเรานั้นเกิดอาการหยุดถ่าย  การที่เราหยุดถ่ายนั้นก็เป็นเรื่องที่ทำให้เรานั้นถ่ายของเสียนั้นออกไม่หมดทำให้เกิดอาการสะสมในร่างกาย  ดังนั้นถ้าอาการที่เราเป็นไม่ได้รุนแรงมากนักก็ไม่ควรที่จะกินยา 

     ถ้าอาการของเรานั้นท้องเสียจนทำให้เรานั้นถ่ายออกมาเหลว ชนิดที่เรียกว่าเป็นน้ำหรือว่าหมดไส้หมดพุงนั้นเราก็ควรที่จะกินเกลือแร่ เพราะว่าการที่เรากินเกลือแร่นั้นจะช่วยให้เรานั้นไม่เป็นโรคภาวะขาดน้ำ หรือว่าเกิดอาการช็อกเพราะว่าขาดน้ำเหมือนกัน  

     นอกเหนือจาการที่เราขาดน้ำนั้นแล้วยังรวมไปถึงการที่เราต้องเลือกกินอาหารอีกด้วยเพราะว่าระหว่างที่เราท้องเสียนั้นการที่เรากินอาหารเข้าไปนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะว่าเราเกิดอาการถ่ายออกมาหมดแล้ว  ดังนั้นเราก็ควรที่จะเลือกกินอาหารที่เป็นอาหารที่อ่อน อย่างเช่นข้าวต้ม  อย่างนี้เป็นต้น  การที่เรากินข้าวต้มนั้นเราก็ไม่ควรที่จะปรุงด้วยการที่เรารสชาติจืดๆเป็นเรื่องที่ดีที่สุด 

 

สนับสนุนโดย  กติกาการเล่นหวยไทย

bookmark_borderโรคเบาหวานลงไต ที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องระวัง

      ลักษณะของโรคเบาหวานลงไต เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นรอบๆ ไต โดยเป็นจำพวกที่รุนแรง มักเกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นโรคโรคเบาหวานชนิดที่1 รวมทั้ง 2 โรคนี้มีชื่อด้านการแพทย์ว่า Diabetic Nephropathy หรือ Diabetic Kidney Disease โดยสิ่งที่เกิดจากโรคนี้ คือ ไตมีการดำเนินการที่หนักมาเป็นเวลานาน และในที่สุดจะลดความสามารถในการปฏิบัติงานลง ซึ่งไตปฏิบัติหน้าที่สำคัญในการกำจัดของเสียออกมาจากร่างกาย

หากไตไม่อาจจะปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ของเสียภายในร่างกายที่ไตมีหน้าที่กำจัดออกไป ก็จะกำจัดไม่หมด และเริ่มทำให้เกิดโทษ จนส่งผลเสียต่ออวัยวะอื่นๆ ภายในร่างกาย หรือบางทีอาจกล่าวได้ว่าอาการนี้ก็คือ โรคไตจากโรคเบาหวาน นั่นเอง เพราะมีลักษณะอาการของโรคไตภายหลังที่ลักษณะโรคเบาหวานเกิดขึ้น และมีภาวะเข้าแทรกอย่างโรคไต

โรคเบาหวานลงไต พบมากเท่าใด?

อาการโรคเบาหวานลงไต (Diabetic Kidney Disease) มักจะมีโอกาสเจอได้ถึงร้อยละ 25 ของคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน  

ลักษณะของโรคเบาหวานลงไต

ในระยะเริ่มต้นนั้นลักษณะโรคไตจากโรคเบาหวาน หรือ อาการโรคเบาหวานลงไต จะยังไม่แสดงออกเท่าไรนักในระยะเริ่มต้น แต่ว่าผ่านไปสักระยะคนเจ็บที่มีลักษณะของเบาหวานจะเริ่มออกอาการ ดังนี้

  1. การควบคุมความดันเลือดของร่างกายผิดปกติ 
  2. พบว่ามีโปรตีน ในปัสสาวะ
  3. มีลักษณะบวมที่ข้อเท้า ข้อมือ หรือดวงตา
  4. เข้าห้องน้ำหลายครั้ง เนื่องจากการปวดปัสสาวะ
  5. ร่างกายขาดอินซูลิน
  6. มีลักษณะงุนงง หรือขาดสมาธิ
  7. หายใจถี่
  8. ไม่ค่อยเจริญอาหาร
  9. อาเจียนรวมทั้งคลื่นไส้
  10. มีลักษณะคัน
  11. ร่างกายอ่อนล้า หมดแรง

อาจมีสิ่งที่สามารถสังเกตได้หรืออาการที่มิได้เจาะจงไว้ข้างต้น ถ้าเกิดมีคำถามเกี่ยวกับอาการต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์

ควรจะไปพบแพทย์เมื่อใด

ถ้าคุณมีอาการใดๆ ก็ตามจากที่เจาะจงข้างต้น ควรปรึกษาแพทย์ทันที ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการสนองตอบต่ออาการโรคไม่เหมือนกัน ทางที่เหมาะสมที่สุด คือ ให้หารือกับคุณหมอเกี่ยวกับอาการโดยเร็ว เพื่อที่จะหาแนวทางรักษาตามเหตุการณ์หรือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณ

การเปลี่ยนแปลงตนเองอาจช่วยบรรเทาหรือป้องกันโรคเบาหวานลงไตได้

  1. เลิกดูดบุหรี่ เนื่องจากสารในยาสูบจะส่งผลทำให้สุขภาพไตเสียหาย
  2. ควบคุมน้ำหนักตัวให้เข้าขั้นมาตรฐาน ด้วยเหตุว่าการบริหารร่างกายเสมอๆ มีส่วนช่วยลดการเสี่ยงสำหรับการเป็นเบาหวาน
  3. สำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากการเป็นโรคไต หรือเบาหวาน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอ รวมทั้งเภสัชกรในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา โดยยิ่งไปกว่านั้นยาที่มีคุณประโยชน์ช่วยทุเลาลักษณะของการปวด ตัวอย่างเช่น แอสไพริน หรือไอบูโพรเฟน ควรจะกินยาดังที่หมอกับเภสัชกรสั่ง ไม่สมควรซื้อยามารับประทานเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  วิธีเล่นหวยยี่กี 2 ตัว

bookmark_borderหายใจได้ทั่วทั้งปอด หนึ่งในข้อดีของการเลิกบุหรี่

การหายใจก็เป็นอีกหนึ่งสมบัติอันล้ำค่าของเรา การหายใจเป็นสิ่งที่เราต้องทำอยู่ตลอดเวลาเมื่อเราเป็นมนุษย์คนนึง มันเป็นของธรรมชาติ ที่ทุกๆการหายใจนั้น จะมอบทั้งหลายๆอย่างที่ร่างกายต้องการ ถ้าไม่หายใจก็จะตายเพราะขาดออกซิเจนในเลือดที่จะเอาไปเลี้ยงที่ต่างๆ

แต่นั้นก็เป็นเพียงแค่ข้อเท็จจริงอันนึง เรามาพูดถึงความรู้สึกตอนที่หายใจกันดีกว่า การหายใจ ของเราทำให้เรารู้สึกอย่างไรบ้าง อย่างแรกเลย เรานั้นคงจะรู้สึกสดชื่น ปลอดโปร่งความรู้สึก การหายใจจะทำให้เราผ่อนคลาย หรือเครียดได้ทุกแบบ แต่นั้นแหละประเด็ด การดูดบุหรี่นั้นจะส่งผลที่แย่กับการหายใจด้วย นั้นก็คือ การหายใจติดขัด หรือหายใจไม่ทั่วปอดนั้นเอง แล้วไอ้การหายใจไม่ทั่วปิดนั้น จะกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวไปตลอดชีวิตการดูดบุหรี่ของคุณเลยล่ะ ถ้าเกิดว่าเป็นอย่างนั้น คงจะอึดอัดแย่เลยที่เรานั้นจะหายใจไม่ทั่วปิดแบบนั้น

การหายใจไม่ทั่วปอด หรือรู้สึกอึดอันนั้นเป็นเพียงอาการข้างเคียงของการดูดควันลงปอดเท่านั้น แต่มันจะตามมาด้วยการไอ และการที่ระบบทางเดินหายใจผิดปกติ ซึ่งเป็นอะไรที่จะไม่น่าพิสมัยเลย ดังนั้นการเลิกบุหรี่ได้สัก สามวัน ก็จะทำให้ปอดนั้นกลับมาทำงานได้อย่างปกติที่สุดอีกด้วย หรืออาจจะต้องใช้เวลามากกว่านั้น ก็ไม่เป็นไร

แต่ก็เป็นอะไรที่ต้องระมัดระวังไว้หน่อย เพราะบางคนอาจจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้น การสูบบุหรี่จนหายใจติดขัดเป็นนิสัยอาจจะสร้างความเคยชินทำให้รู้สึกแย่ขึ้นมาถ้าเกิดว่าหายใจเป็นปกติเมื่อเลิกดูดบุหรี่ กลับกลายเป็นว่า รู้สึกแย่เมื่อเลิกสูบบุหรี่ กระสับกระสาย จนต้องรู้สึกว่าอยากจะกลับมาดูดบุหรี่อีกครั้ง จงระวังไว้ว่าการรู้สึกเช่นนี้เป็นความรู้สึกผิด แล้วจะทำให้ความพยายามในการจะเลิกนั้น กลับเป็นเสียไป จงลองทนกับความแปลกไปของการหายใจคล่องขึ้น ทนไว้สักพัก ความรู้สึกคุ้นเคยชินก็จะเริ่มดีขึ้น แล้วเมื่อนั้นเราก็จะเริ่มรู้สึกถึงการหายใจที่เป็นดั่งสมบัติล้ำค้าที่เราจะต้องรักษาไว้

ทุกวันนี้เพียงแค่การหายใจกับสภาวะวิกฤตของการที่อากาศในบ้านเมืองกลายเป็นมีฝุ่น PM2.5 ปนเปื้อนอยู่เยอะแยะมากมายแบบนี้ แค่นี้ก็เป็นการเพิ่มโอกาสการหายใจที่ไม่ดีกับปอดอย่างมากมายอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าเลย อย่าพยายามเพิ่มโอกาสที่ทำให้การหายใจติดขัดจากบุหรี่ไปมากกว่านี้เลย บุหรี่นั้นคงสร้าง PM เข้าปอดแบบมหาศาลยิ่งกว่าการสูดอากาศช่วงนี้เข้าไปเสียอีกนะ ในเมื่อสามารถหาทางลด PM2.5 ได้ง่ายๆ ก็ทำมันก่อนเถอะ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยฮานอยเล่นยังไง

bookmark_borderคอลลาเจนให้ได้ผลประโยชน์มากที่สุด

ผิวหมองคล้ำ ผิวไม่กระจางใส ผิวไม่เรียบเนียน ผิวมีริ้วรอยต่างๆ ฯลฯ

ถ้าหากคุณกำลังมีปัญหาในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับผิวแล้วละก็นั้นอาจจะหมายถึงการที่สารอาหารไม่สามารถไปล่อเลี้ยงผิวได้ หลายๆคนอาจจะไม่คิดว่าผิวก็มีสารอาหารเหรอ แล้วสารอาหารของผิวคืออะไร ครีมทาผิวใช่หรือไม่? ต้องบอกก่อนว่าครีมทาผิวนั้นเป็นเป็นอาหารเสริมสำหรับผิวมากกว่า เพราะมันช่วยบำรุงแค่ภายนอกเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วผิวจะแข็งแรงได้จะต้องเกิดขึ้นมาจาภายในด้วย และอาหารของผิวก็คือ คอลลาเจน คอลลาเจนนั้นเป็นสารอาหารที่ร่างกายของทุกคนจะสามารถผลิตออกมาใช้งานเองได้ แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะต้องการมันทำไหมถ้าหากว่าร่างกายสามารถผลิตเองได้? ก็จริงอยู่ว่าคอลลาเจนร่างกายสามารถผลิตเองได้ แต่สุดท้ายแล้วระบบการผลิตมันก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของเราด้วย ยิ่งเรามีอายุขึ้น ระบบการทำงานในการผลิตก็จะลดน้อยลง

ทำให้ไม่สามารถถูกนำไปใช้ได้ทุกส่วนของร่างกายอย่างเพียงพอ ฉะนั้นแล้วเราจึงจำเป็นที่จะต้องทานคอลลาเจนเพื่อความช่วยทดแทนในส่วนที่หายไปที่ร่างกายไม่สามารถผลิตออกมาได้ในปริมาณเหมือนเคย เรียกได้ว่าคอลลาเจนในปัจจุบันนั้นสามารถหาทานได้ง่ายมากขึ้น เพราะได้มีการสกัดคอลลาเจนมาในรูปแบบอาหารเสริมทั้งแบบเป็นผงและแบบเม็ดเพื่อให้สามารถหารับประทานได้ง่ายและสะดวก แต่อาหารเสริมเหล่านี้จะต้องมีตัวช่วยในการดูดซึม ไม่เช่นนั้นแล้วร่างกายจะขับออกมาโดยปัสสาวะ สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราทานไปก็จะเสียป่าว

การทานอาหารเสริมอย่างคอลลาเจนจะต้องทานควบคู่กับวิตามินซี เพราะวิตามินซีจะเข้าไปช่วยให้ร่างกายดูดซึมคอลลาเจนได้ดีมากยิ่งขึ้น เท่านี้คอลลาเจนที่เราทานเข้าไปก็จะไม่เสียป่าว และถ้าหาใครไม่สะดวกที่จะซื้อมาทานในรูปแบบของอาหารเสริม คอลลาเจนนั้นก็มีอยู่แหล่งอาหารทางธรรมชาติมากมายให้ได้ทานกันอีกด้วยอย่างเช่น ปลา โดยเฉพาะปลาแซลม่อน ปลาทะเลน้ำลึก ผักใบเขียว ถั่ว เห็ดทุกชนิด ชา ไข่ขาว สาหร่าย ข้าวสาลี เป็นต้น ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้ประสงค์จะทานเป็นอาหารเสริม ในแหล่งอาหารธรรมชาติก็จะสามารถทำให้คุณรับสารอาหารอย่างคอลลาเจนได้เช่นกัน

นอกจากนี้แล้วคอลลาเจนไม่ได้เป็นเพียงที่จะช่วยในการดูแลเรื่องผิวพรรณเท่านั้น แต่ยังช่วยบำรุงเรื่องของกระดูก และข้อตามส่วนต่างๆของร่างกายให้แข็งแรงได้อีกด้วย เห็นแล้วใช่หรือไม่ว่าคอลลาเจนนั้นมีความสำคัญอย่างไรต่อร่างกาย ถ้าใครกำลังจะเลือกทานคอลลาเจนเป็นอาหารเสริมแล้ว ก็ควรที่จะทำการศึกษาหาวิธีการทานคอลลาเจนให้ถูกวิธีและมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดนะ

 

สนับสนุนโดย  บุหรี่ไฟฟ้า

bookmark_borderจะทราบได้อย่างไรว่าเราเริ่มแก่ลงแล้ว

จะทราบได้อย่างไรว่าเราเริ่มแก่ลงแล้ว
รายงานการศึกษาชิ้นใหม่ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 13 เดือนมกราคม ในนิตยสาร Nature Medicine โดยนักค้นคว้าของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่มุ่งศึกษาเล่าเรียนเชิงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนการชราภาพของผู้คนในระดับโมเลกุล หาคำตอบว่า เพราะเหตุใดมนุษย์เราแต่ละคนก็เลยมีขั้นตอนการแก่เฒ่าเร็วช้าแตกต่างกัน ?

และยังวางเป้าไว้เพราะว่าวันหนึ่งพวกเราจะสามารถแทรกแซงหรือสร้างผลต่อกระบวนการที่ว่านี้ได้ โดยอาศัยตัวยาหรือการเปลี่ยนแปลงแบบการใช้ชีวิตที่สมควร

นักค้นคว้าได้ติดตามศึกษากลุ่มตัวอย่างอายุ 34 ถึง 68 ปี ปริมาณ 43 คน เป็นเวลาสองปี โดยเก็บเนื้อเก็บตัวอย่างเลือดและก็อุจจาระเพื่อเรียนสารเคมีที่ช่วยระบุ หรือ biomarkers ของร่างกาย

หมอรู้มานานแล้วว่าเมื่อมนุษย์เราชราลงนั้น ระดับของสารบ่งชี้บางสิ่งจะแปรไป ดังเช่น มีคอเลสเตอรอลสูงมากขึ้น ลักษณะการทำงานของจุลชีวะบางสิ่งบางอย่างในระบบไส้มากขึ้น รวมถึงมีไขมันรวมทั้งโปรตีนต่างๆ มากยิ่งขึ้นด้วย

รวมทั้งจากการศึกษาเรียนรู้ในครั้งนี้นักค้นคว้าชี้ว่า มนุษย์เรามีลักษณะหรือลักษณะของความแก่ที่แสดงออกหรือสะท้อนให้มองเห็นได้ขั้นต่ำ 4 ด้าน หรือ 4 หนทาง ซึ่งมิได้จำกัดเฉพาะเพียงแค่ใบหน้าหรือผิวพรรณที่เหี่ยวย่นแค่นั้น

หน้าต่างที่ช่วยสะท้อนกรรมวิธีการชราภาพดังกล่าวข้างต้น คือ

– วิธีการย่อยของกินและก็เผาผลาญพลังงาน

– ระบบภูมิต้านทานของร่างกาย

– แนวทางการทำงานของตับ

– รูปแบบการทำงานของไต

อย่างเช่น คนที่มีขั้นตอนเผาผลาญของร่างกายเสื่อมโทรม ก็ได้โอกาสเป็นโรคโรคเบาหวาน ผู้ที่มีจุดอ่อนในระบบภูมิต้านทานก็จะติดเชื้อโรคหรือมีอาการป่วยด้วยโรคต่างๆได้ง่าย ส่วนคนที่มีความอ่อนแอของตับแล้วก็ไตก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคกลุ่มนี้ นำมาซึ่งการทำให้สุขภาพกายถูกบ่อนทำลายรวมทั้งทำให้เกิดการลดน้อยของภาวะสังขารโดยรวม ฯลฯ

อย่างไรก็แล้วแต่ ทีมงานวิจัยชี้แจงว่ามนุษย์เราแต่ละคนจะมิได้ถูกจำกัดว่าควรจะมีหนทางหรือขั้นตอนการของความชราภาพเพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่งแค่นั้น เนื่องจากว่าบางบุคคลอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีทางของความเสื่อมถอยของสังขารมากยิ่งกว่าหนึ่งได้

แม้กระนั้นทีมงานนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดก็พูดว่า ถ้าหากพวกเรารู้รวมทั้งรู้เรื่องเกี่ยวกับแบบอย่างความเสื่อมถอยของพวกเราว่าเกิดขึ้นและแสดงออกผ่านทางช่องใด หัวข้อนี้บางทีอาจมีประโยชน์และจะเป็นช่องทางให้พวกเราสามารถอุตสาหะเข้าไปควบคุมจัดแจง เปลี่ยนแปลง หรือพากเพียรชะลอขั้นตอนชราภาพที่ว่านี้ได้

นักวิทยาศาสตร์หวังว่าข้อมูลแล้วก็วิชาความรู้ที่กำลังจะได้จากการเล่าเรียนเพิ่มเกี่ยวกับกลไกของความแก่เฒ่ารวมทั้งต้นสายปลายเหตุที่มานี้ จะช่วยทำให้สามารถดีไซน์ขั้นตอนการเพื่อชะลอความแก่ที่สมควรสำหรับแต่ละบุคคลได้ในท้ายที่สุด

bookmark_border2 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับสุขภาพ

บนโลกนี้มีความเชื่ออยู่มากมาย ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อไปหมดซะทุกเรื่อง หลายๆ เรื่องก็สามารถพิสูจน์ได้ จนกลายเป็นทฤษฎี หลายเรื่องก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่แรงศรัทธานั้นยังคงมีอยู่มาก ความเชื่อจากการบอกต่อ ความเชื่อจากการพบเห็นด้วยตนเอง วันนี้เราเอาความเชื่อในเรื่องสุขภาพ มาฝากกัน แต่ไม่ใช่ความเชื่อที่ถูกต้อง แต่เป็นความเชื่อผิดๆ ในเรื่องสุขภาพนั่นเอง ความเชื่อในด้านสุขภาพว่ากินอะไรแล้วจะไม่สบาย ความเชื่อว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้สามารถรักษาโรคได้ อยู่ในที่แบบไหนแล้วจะป่วย หรือยาแบบไหนไม่ดีต่อสุขภาพ หลาย ๆ ความเชื่อเป็นจริง แต่อีกหลาย ๆ ความเชื่อก็เป็นเหมือนนิทานหลอกเด็ก และเพื่อไม่ให้โดนหลอก โดยวันนี้เราจะมานำเสนอในเรื่องของความเชื่อบางส่วนที่ไม่จริงมาฝากกันด้วย กับ 2 ความเชื่อผิดๆ ด้านสุขภาพ

1.การฉีดวัคซีนทำให้เป็นออทิสติก
ออทิสติกนั้นเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม การฉีควัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ก็ได้มีการศึกษาวิจัยอยู่ โดยความเชื่อนี้มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 มีผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ยื่นเรื่องฟ้องโรงพยาบาลที่พาลูกไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดและคางทูม หลังจากนั้นเด็ก ๆ ก็เริ่มมีอาการของโรคออทิสติก หลังจากนั้นจึงมีการวิจัยและทำการศึกษาว่าผลข้างเคียงของวัคซีนนั้นมีอะไรบ้าง แต่ก็ไม่ได้พบปัจจัยอะไรที่ผิดปกติและทำให้เกิดโรคอย่างที่ทางโรงพยาบาลถูกฟ้องหรือแม่ของงเด็กกล่าวอ้าง จึงเป็นไปได้ว่าการเกิดโรคออทิสติกในเด็กกลุ่มนั้นน่าจะเกิดจากการเลี้ยงดู หรืออาการแฝงที่มีมาตั้งแต่กำเนิดมากกว่า

2.วิตามินเสริม ยิ่งทานทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้น
ในเรื่องของการทานวิตามิน เชื่อว่ามีบางคนหรือบุคคลส่วนใหญ่ที่เข้าใจว่ายิ่งทานวิตามินยิ่งดี และทานมื้อละหลายๆ ชนิด เท่าที่คาดว่าจะดีต่อสุขภาพมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งความเชื่อนี้ผิดอย่างร้ายแรง เพราะโดยปกติแล้วถึงแม้ร่างกายจะไม่สามารถสร้างวิตามินและแร่ธาตุขึ้นมาได้เอง แต่เราสามารถได้รับจากอาหารที่เรากินเข้าไปอยู่แล้ว เช่น ผักและ ผลไม้ต่างๆ ทั้งนี้วิตามินนั้นเพียงพออยู่แล้วหากเราได้ทานหรือกินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ในสัดส่วนที่พอเหมาะพอดี โดยการที่เรากินวิตามินเข้าไปมากๆ จะทำให้เราเสี่ยงจากการได้รับวิตามินและแร่ธาตุบางอย่างเกินความจำเป็น เช่น วิตามินซีเพราวิตามินซีสามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียได้หากได้รับมากเกินไป มีกรดในกระเพาะสูง ปวดตามข้อ กระดูกพรุน ปวดศีรษะโลหิตจาง การลดลงของฮอร็โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน เป็นต้น

bookmark_borderปวดหลัง เพราะพฤติกรรมแย่ๆ ทำร้ายกระดูกสันหลัง

หากคุณกำลังประสบปัญหา “ปวดหลัง” อย่ามองข้ามมันเด็ดขาด เพราะอาการปวดหลังไม่ใช่อาการเบาๆ ที่เราจำเป็นจะต้องทน หรือจะทนกันได้นาน ๆ หากพบว่าตนเองมีอาการปวดหลังมายาวนาน จนไปรบกวนชีวิตประจำวัน เมื่ออ่านบทความนี้จบ จงอย่าทนอีกต่อไป นอกจากนี้กระดูกสันหลังยังเป็นส่วนหนึ่งของงร่างกายที่สำคัญเพราะเป็นที่สำหรับเก็บไขกระดูกที่ใช้ในการผลิตเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ แล้วนำส่งเข้าสู่กระแสโลหิต ดังนั้นอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการบ่งบอกว่ากระดูกสันหลังได้รับความเสียหาย ซึ่งถ้ากระดูกสันหลังได้รับความเสียหายจริง อาจเสี่ยงเป็นโรคโลหิตจาง และยังส่งผลกระทบต่อร่างกายในภาพรวมได้อย่างที่คุณอาจคิดไม่ถึง
กระดูกสันหลังเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญมาก ๆ ของร่างกายเรา ซึ่งหากได้รับความเสียหายอาจทำให้เกิดผลร้ายต่อร่างกายเราอย่างมาก และในทุกวันนี้เราอาจจะเผลอทำพฤติกรรมบางอย่างจนทำร้ายกระดูกสันหลังไปแล้วโดยที่อาจจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม ดังนั้นเราไปดูกันว่าพฤติกรรมไหนบ้างที่กำลังทำร้ายกระดูกสันหลังเราอยู่

7 พฤติกรรมทำร้าย “กระดูกสันหลัง”
1. ก้มลงไปยกของหนักกับพื้นต่ำๆ โดยไม่ย่อเข่า

2. นั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้น ไม่พิงพนัก

3. นั่งหลังงอ หลังค่อม และหากทำบ่อยๆ อาจเสี่ยงหมอนรองกระดูกเสื่อม

4. ยืนแอ่นพุง หลังค่อม

5. นั่งไขว้ห้าง เอียงตัว ไม่ควรนั่งท่าไขว่ห้างนานเกินไป

6. ยืนพักขา ยืนทิ้งน้ำหนักไว้ที่ขาข้างเดียวจนสะโพกเอียงเป็นเวลานาน

7. สะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว อาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ ส่งผลต่อกระดูกสันหลังได้

อันตรายจากการไม่ดูแลกระดูกสันหลัง
อันตรายของการที่เราละเลยไม่ดูแลกระดูกสันหลัง โดยทำพฤติกรรมแย่ๆ ที่ทำร้ายกระดูกสันหลังบ่อยๆ ซึ่งอาจเสี่ยงกับปัญหาเหล่านี้ ได้แก่ กระดูกสันหลังคด หมอนรองกระดูกเสื่อม กล้ามเนื้อ หรือเส้นเอ็นอักเสบ หรือมีอาการปวด เคล็ดขัดยอกเรื้อรัง จนรบกวนชีวิตของเรามากจนทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติได้ นอกเหนือจากปัญหาต่างๆ ที่กล่าวไปแล้วนั้น หากยังคงทำพฤติกรรมที่ทำร้ายกระดูกสันหลังอยู่เรื่อยๆ จะทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมประสิทธิภาพลง เมื่ออายุมากขึ้น จะไม่สามารถรับน้ำหนักที่มากดทับมากๆ ไม่ได้
ดังนั้น เราควรที่จะรู้จักและเริ่มที่จะถนอมกระดูกสันหลังของเราไว้ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรรม เช่น หากต้องการหยิบยกของที่อยู่ตรงพื้น ก็ให้ย่อเข่าลง และก้มตัวให้น้อยที่สุดเมื่อต้องยกของหนักจากพื้นต่ำๆ เดิน นั่งหลังตรงตลอดเวลา งดนั่งไขว่ห้างเป็นเวลานาน ยืนลงน้ำหนักที่เท้าทั้งสองข้างเท่ากัน และไม่สะพายกระเป๋าที่หนักจนเกินไป เพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดกับกระดูกสันหลังได้ในอนาคต

bookmark_borderปัญหากลิ่นปากกับสาเหตุที่เราอาจไม่เคยรู้

เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่งว่า ปัญหา “กลิ่นปาก” ที่หลายคนอาจไม่ค่อยมีปัญหากับมันมากนัก แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเป็นกังวลกับปัญหานี้ที่แก้อย่างไรก็ไม่หาย ที่น่าสงสารไปกว่านั้นคือ เขาหรือเธอเหล่านั้นบางครั้งไม่รู้ตัวว่ามีปัญหากลิ่นปาก จึงทำให้คนรอบข้างพากันรังเกียจและเอาไปนินทากันมากมาย ส่วนตัวไม่ว่าจะย้ายที่ทำงานกี่ครั้ง ก็มักเจอเพื่อนร่วมงานที่มีปัญหากลิ่นปากทุกครั้ง ทำให้เราเข้าใจว่า ปัญหากลิ่นปากไม่ใช่เรื่องเล็ก และคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบปัญหานี้

เมื่อต้องการจะแก้ปัญหากลิ่นปาก ก็ต้องทราบกันก่อนว่าปัญหากลิ่นปากมีต้นเหตุมาจากไหน จะได้แก้ไขกันได้ตั้งแต่ต้นเหตุ

สาเหตุของ “กลิ่นปาก”

  • อาหารกลิ่นแรง
    อาหารกลิ่นแรงๆ มักเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดปัญหากลิ่นปาก ไม่ว่าจะเป็นกระเทียม หอม สะตอ หรือแม้กระทั่งอาหารกระป๋องอย่าง ปลากระป๋อง ทูน่ากระป๋อง และเครื่องเทศต่างๆ ทำให้เกิดกลิ่นปากหลังทานได้ทันที หากทานอาหารเหล่านี้ วิธีแก้ปัญหาก็ง่ายๆ เพียงแค่แปรงฟัน บ้วนปากด้วยน้ำเปล่า หรือน้ำยาบ้วนปาก หรือเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีกลิ่นมิ้นท์ช่วยลดกลิ่นปาก เท่านี้ก็เรียบร้อย
  • อาหารที่มีส่วนผสมของแป้ง และน้ำตาล
    นี่เริ่มสู่อีกขั้นหนึ่งของอาหารที่ทำให้มีกลิ่นปากแล้ว เพราะหลายคนอาจไม่ทราบว่าอาหารที่เต็มไปด้วยแป้ง และน้ำตาล เป็นอาหารที่สามารถเกิดเชื้อแบคทีเรียในปากได้มาก เพราะเป็นอาหารที่ย่อยง่ายด้วยเอนไซม์อะไมเลส หรือไทยาลีนในน้ำลายนั่นเอง เพราะฉะนั้นใครที่กินข้าว ดื่มน้ำหวานๆ แล้วไม่ดื่มน้ำเปล่าตาม หรือกลั้วปากด้วยน้ำ หลังจากนั้นจึงอาจเกิดกลิ่นปากได้
  • โรคในช่องปาก และคอ
    ใครที่มีปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบ หรืออาการติดเชื้อที่ช่องคอ เช่น ไซนัส ปอด ปากคอแห้งจากปัญหาน้ำลายน้อย ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหากลิ่นปากได้เช่นกัน
  • โรคประจำตัวอื่นๆ
    ยังมีโรคประจำตัวที่ทำให้เกิดกลิ่นปากอีกมากมาย ทั้งโรคเบาหวาน กรดไหลย้อน มะเร็ง โรคไต โรคตับ โรคหืด และโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหารอื่นๆ หากมีโรคประจำตัวดังกล่าวสามารถปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อแก้ไขปัญหากลิ่นปากที่เกิดขึ้นได้
  • ยาบางชนิด
    เชื่อหรือไม่ว่าการทานยาบางชนิดอาจทำให้เกิดกลิ่นปากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน เช่น ยารักษาความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  • สิ่งแปลกปลอมในช่องปาก จากการทำทันตกรรม
    ไม่ว่าคุณจะใส่ฟันปลอม เหล็กดัดฟัน รีเทนเนอร์ หรือการทำวีเนียร์ หากไม่ดูแลรักษาฟันให้ดี หรือหากเลือกทำกับคนที่ไม่ใช่ทันตแพทย์ อาจทำให้คุณภาพที่ทำออกมาไม่ดี จนมีเศษอาหารเข้าไปติด ทำความสะอาดลำบาก จนเกิดเป็นกลิ่นปากได้
  • สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์
    การสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ช่องปากมีกลิ่นด้วยเช่นกัน

วิธีแก้ปัญหากลิ่นปากอย่างง่ายๆ

  1. แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น หรืออาจแปรงฟันหลังทานอาหารได้ (ไม่ควรแปรงฟันหลังอาหารทันที ควรแปรงหลังทานอาหารอย่างน้อย 30 นาที เพื่อป้องกันฟันกร่อน)
  2. ทุกครั้งที่แปรงฟัน ควรแปรงลิ้นด้วย เพื่อลดแบคทีเรีย และคราบโปรตีนที่อยู่บนผิวลิ้น
  3. หากมีปัญหาในช่องปาก เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ และอื่นๆ ควรพบทันตแพทย์เพื่อรักษาทันที อย่าปล่อยไว้นาน
  4. อย่าใช้น้ำยาบ้วนปากแทนการแปรงฟัน เพราะไม่สามารถกำจัดเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันได้
  5. ดื่มน้ำมากๆ ไม่ว่าจะหลังมื้ออาหาร หลังทานขนม เครื่องดื่ม หรือระหว่างวันก็ควรดื่ม หรือจิบน้ำด้วย
  6. งดสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์
  7. พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก และฟันทุกๆ 6 เดือนถึง 1 ปี